<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109082</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/07/2021 19:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/07/2021 19:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>16 ปี “กองทุนสวัสดิการชุมชน”  เครือข่ายทั่วประเทศร่วมผลักดัน ‘พ.ร.บ.’ สร้างชุมชน-กองทุนเข้มแข็ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลทับมา&amp;nbsp; จ.ระยอง&amp;nbsp; มอบสิ่งของเยี่ยมผู้สูงอายุ&amp;nbsp; และให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;กองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;rsquo; ถือเป็น &amp;lsquo;กองบุญ&amp;rsquo; ที่ชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่นต่างๆ ร่วมกันจัดตั้งขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อนำเงินกองทุนมาช่วยเหลือสมาชิกในยามที่จำเป็น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เจ็บป่วย&amp;nbsp; คลอดบุตร&amp;nbsp; เสียชีวิต&amp;nbsp; ทุนการศึกษา&amp;nbsp; ส่งเสริมอาชีพ&amp;nbsp; รวมทั้งยังช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส&amp;nbsp; ผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ผู้พิการ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ปัจจุบันมีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศแล้วจำนวน 6,051 กองทุน &amp;nbsp;มีสมาชิกรวมกันมากกว่า &amp;nbsp;5.7 ล้านคน&amp;nbsp; มีเงินกองทุนทั้งหมดกว่า 18,406 ล้านบาท&amp;nbsp; !!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม กองทุนสวัสดิการชุมชนต่างๆ เหล่านี้ยังไม่มีกฎหมายรองรับ ยังไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคล รวมทั้งยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ อย่างต่อเนื่อง บางกองทุนมีความเข้มแข็งเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แต่หลายกองทุนยังขาดความเข้มแข็ง &amp;nbsp;การบริหารจัดการยังไม่เป็นระบบ ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดังนั้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แกนนำ เครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศจึงได้เริ่มขับเคลื่อนเพื่อผลักดันให้มี &amp;lsquo;กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชน&amp;rsquo; ขึ้นมา&amp;nbsp; มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้กองทุนสวัสดิการชุมชนมีความเข้มแข็ง&amp;nbsp; เป็นหลักประกันสร้างความมั่นคงในชีวิตให้แก่ประชาชนทั่วไปที่ไม่มีระบบสวัสดิการรองรับเหมือนกับข้าราชการและพนักงานบริษัทเอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;16 ปี &amp;nbsp;&amp;lsquo;สวัสดิการภาคประชาชน&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชนเริ่มจัดตั้งอย่างเป็นทางการในปี 2548 &amp;nbsp;โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นที่มีความพร้อมจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนในระดับตำบลหรือเทศบาลขึ้นมาทั่วประเทศ&amp;nbsp; จำนวน 99 กองทุน&amp;nbsp; หลักการสำคัญ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; สมาชิกกองทุนจะต้องสมทบเงินเข้ากองทุนวันละ 1 บาท&amp;nbsp; หรือเดือนละ 30-31 บาท&amp;nbsp; ปีละ 365&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp; เพื่อนำเงินกองทุนมาช่วยเหลือสมาชิกในยามจำเป็น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เจ็บป่วย&amp;nbsp; คลอดบุตร&amp;nbsp; เสียชีวิต&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แนวคิดสวัสดิการชุมชนดังกล่าว&amp;nbsp; มีที่มาจาก &amp;lsquo;กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์แบบพัฒนาครบวงจรชีวิต&amp;rsquo; ของ &amp;lsquo;ครูชบ&amp;nbsp; ยอดแก้ว&amp;rsquo; (ปัจจุบันเสียชีวิต) ครูประชาบาลในอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา&amp;nbsp; ที่เริ่มจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ในโรงเรียนวัดน้ำขาวตั้งแต่ปี 2522 เพื่อให้ครูและนักเรียนมีความประหยัด&amp;nbsp; อดออม&amp;nbsp; มีสัจจะ&amp;nbsp; โดยนำเงินออมมาช่วยเหลือกัน&amp;nbsp; หลังจากนั้นจึงขยายไปสู่หมู่บ้านต่างๆ ในตำบล&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยมีแนวคิดคือ &amp;ldquo;ให้ชาวบ้านลดรายจ่ายเพียงวันละ 1 บาท&amp;nbsp; แล้วนำเงิน 1 บาทมาสะสมร่วมกัน เพื่อให้คนเดือดร้อนกู้ยืม&amp;nbsp; หรือนำไปประกอบอาชีพ โดยคิดดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย&amp;nbsp; เมื่อกลุ่มมีรายได้จากดอกเบี้ยจะนำมาปันผลให้สมาชิก&amp;nbsp; และช่วยเหลือสวัสดิการสมาชิกตั้งแต่เกิดจนถึงตาย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ครูชบ&amp;nbsp; ยอดแก้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากแนวคิด &amp;lsquo;กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์แบบพัฒนาครบวงจรชีวิต&amp;rsquo; ของครูชบ&amp;nbsp; ยอดแก้ว&amp;nbsp; จึงมีผู้นำชุมชน&amp;nbsp; พระนักพัฒนา&amp;nbsp; ฯลฯ จากทั่วประเทศได้มาศึกษาเรียนรู้และนำไปขยายผล&amp;nbsp; รวมทั้งครูชบยังได้เดินสายไปบรรยายเพื่อส่งเสริมการจัดตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ขึ้นมาทั่วประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีหลักการคือ สมาชิกจะต้องสะสมเงินเข้ากลุ่มตามที่กำหนด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เดือนละ 1 ครั้ง&amp;nbsp; อย่างน้อย 100 บาท&amp;nbsp; เมื่อสมาชิกมีความจำเป็นก็สามารถกู้ยืมเงินไปใช้จ่ายได้ตามข้อตกลงของกลุ่ม&amp;nbsp; โดยเสียดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย (ไม่เกิน 1 บาทต่อเดือน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะเดียวกัน&amp;nbsp; แนวคิด &amp;ldquo;สะสมเงินเพียงวันละ 1 บาทเพื่อนำเงินมาช่วยเหลือกัน&amp;rdquo; นั้น&amp;nbsp; ได้ถูกต่อยอดจากชุมชนหลายแห่ง&amp;nbsp; จนพัฒนามาเป็น &amp;lsquo;กองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;rsquo; โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;&amp;nbsp; สนับสนุนให้มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนขึ้นมาอย่างเป็นทางการในปี 2548 &amp;nbsp;เป็นกองทุนสวัสดิการชุมชนในระดับตำบล&amp;nbsp; หรือเทศบาล&amp;nbsp; (หากเป็นกรุงเทพฯ จะเป็นกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับเขต)&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 16 ปี&amp;nbsp; มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศแล้ว (กรกฎาคม 2564) รวม 6,051 กองทุน&amp;nbsp; จำนวนสมาชิกรวมกัน &amp;nbsp;5,739,396 คน &amp;nbsp;เงินกองทุนรวมกัน&amp;nbsp; 18,406&amp;nbsp; ล้านบาท (18,406,719,388 บาท)&amp;nbsp;&amp;nbsp; หรือเฉลี่ยกองทุนแต่ละแห่งจะมีเงินกองทุนแห่งละ 3 ล้านบาทเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; เพื่อคนในชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนส่วนใหญ่เป็นการริเริ่มจัดตั้งโดยผู้นำในตำบล (บางแห่งริเริ่มโดยผู้บริหารองค์กรปกครองท้องถิ่น เช่น อบต. เทศบาล)&amp;nbsp; ชักชวนแกนนำหมู่บ้าน&amp;nbsp; กลุ่ม&amp;nbsp; องค์กรต่างๆ มาประชุมร่วมกัน&amp;nbsp; เพื่อชี้แจงเป้าหมาย&amp;nbsp; วัตถุประสงค์การจัดตั้งกองทุน&amp;nbsp; คัดเลือกตัวแทนเข้ามาเป็นคณะกรรมการกองทุน&amp;nbsp; ร่วมกันกำหนดระเบียบกองทุน คุณสมบัติของสมาชิก&amp;nbsp; การสมทบเงิน&amp;nbsp; สวัสดิการที่จะช่วยเหลือสมาชิก&amp;nbsp; ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชนส่วนใหญ่จะให้สมาชิกสมทบเงินเข้ากองทุนเป็นรายเดือนหรือรายปีตามความสะดวก&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เดือนละ 30 บาท&amp;nbsp; หรือปีละ 365 บาท&amp;nbsp; เมื่อเป็นสมาชิกแล้วอย่างน้อย 6 เดือนจึงจะได้รับสวัสดิการช่วยเหลือพื้นฐานตั้งแต่เกิดจนตาย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; คลอดบุตรช่วยเหลือ 500 บาท&amp;nbsp; นอนโรงพยาบาลช่วยเหลือคืนละ 100 บาท&amp;nbsp; ปีหนึ่งไม่เกิน 10 คืน&amp;nbsp; ช่วยสมาชิกที่เสียชีวิต&amp;nbsp; 3,000-20,000 บาท (ตามอายุการเป็นสมาชิก)&amp;nbsp; ช่วยภัยพิบัติไม่เกิน 2,000 บาท ฯลฯ&amp;nbsp; โดยสมาชิกจะต้องนำหลักฐานมาเบิกจ่ายแก่คณะกรรมการ&amp;nbsp; แม้จำนวนเงินที่ช่วยเหลือจะไม่มากนัก&amp;nbsp; แต่ก็เป็นการช่วยเหลือที่ทันท่วงที&amp;nbsp; ไม่มีระเบียบขั้นตอนมากมาย&amp;nbsp; ไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลบางเลน จ.นครปฐม&amp;nbsp; มอบเงินช่วยเหลือผู้ป่วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้บางกองทุนอาจจัดสวัสดิการให้สมาชิกได้หลากหลายตามความเหมาะสม&amp;nbsp; เช่น กองทุนสวัสดิการชุมชน เทศบาลตำบลอุโมงค์&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.ลำพูน จัดตั้งขึ้นในปี 2550 ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 7,000 คน&amp;nbsp; มีสวัสดิการถึง 24 ประเภท เช่น&amp;nbsp; ค่ารถไปโรงพยาบาล &amp;nbsp;สวัสดิการเมื่อบวช&amp;nbsp; เกณฑ์ทหาร&amp;nbsp; แต่งงาน&amp;nbsp; ขึ้นบ้านใหม่&amp;nbsp; จบการศึกษา&amp;nbsp; ช่วยเหลือผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ส่งเสริมกลุ่มอาชีพ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยที่ผ่านมาเทศบาลตำบลอุโมงค์จัดสรรงบประมาณสมทบเงินเข้ากองทุนสวัสดิการประมาณปีละ 1 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สวัสดิการ &amp;ldquo;ควายออกลูก&amp;rdquo; ที่ จ.สุรินทร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กองบุญคุณธรรมเพื่อจัดสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองลีง&amp;nbsp; อ.จอมพระ&amp;nbsp; จ.สุรินทร์ นอกจากจะจัดสวัสดิการพื้นฐานให้แก่สมาชิกแล้ว ยังส่งเสริมให้สมาชิกมีความมั่นคงทางอาหาร&amp;nbsp; สร้างแหล่งอาหารปลอดภัย&amp;nbsp; ทำเกษตรอินทรีย์&amp;nbsp; ส่งเสริมการเลี้ยงควายเพื่อนำมูลควายมาทำปุ๋ยอินทรีย์&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมี &amp;lsquo;สวัสดิการควายออกลูก&amp;rsquo; มอบเงินสวัสดิการเมื่อควายของสมาชิกออกลูกตัวละ 200 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; (สมาชิกคลอดบุตรช่วยเหลือ 500 บาท)&amp;nbsp; มีสมาชิกกองบุญฯ ประมาณ 2,300 คน&amp;nbsp; สมาชิกที่เลี้ยงควายจำนวน 228 ครอบครัว&amp;nbsp; มีควายรวมกันจำนวน 984 ตัว ที่ผ่านมาจ่ายสวัสดิการควายออกลูกไปแล้วจำนวน&amp;nbsp; 443 ตัว รวมเป็นเงิน&amp;nbsp; 886,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;คนออกลูกได้ 500 บาท&amp;nbsp; ควายออกลูกได้ 200 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วิเชียร&amp;nbsp; สัตตธารา &amp;nbsp;เลขานุการกองบุญคุณธรรมฯ&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ตำบลเมืองลีงเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิที่สำคัญของจังหวัดสุรินทร์&amp;nbsp; มีผลผลิตส่งขายประมาณปีละ 10,000 ตัน&amp;nbsp; จึงอยากส่งเสริมให้ชาวบ้านและสมาชิกกองทุนฯ เลี้ยงควายเอาไว้&amp;nbsp; เพราะถึงแม้ส่วนใหญ่จะไม่ได้ใช้ควายทุยไถนา&amp;nbsp; เพราะหันไปใช้ควายเหล็กกันหมดแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;แต่มูลควายก็นำเอามาหมักทำปุ๋ยอินทรีย์ใส่ในนาข้าวและแปลงผักได้ผลดี ยิ่งเป็นข้าวหอมมะลิอินทรีย์ยิ่งขายได้ราคาดี&amp;nbsp; คนกินและคนปลูกข้าวก็จะปลอดภัย&amp;nbsp; เพราะไม่ได้ใช้สารเคมี&amp;nbsp; กองบุญคุณธรรมฯ จึงส่งเสริมเรื่องการเลี้ยงควาย&amp;nbsp; เพราะถือว่าเป็นควายเป็นต้นทางของการทำเกษตรอินทรีย์&amp;rdquo;&amp;nbsp; วิเชียรย้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ร่วมขับเคลื่อน (ร่าง) พ.ร.บ.ส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แก้ว&amp;nbsp; สังข์ชู &amp;nbsp;ประธานอนุกรรมการเครือข่ายสวัสดิการชุมชนระดับชาติ &amp;nbsp;ซึ่งมีบทบาทส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;บอกว่า &amp;nbsp;กองทุนสวัสดิการชุมชนถ้าพูดในหลักของธรรมะ &amp;nbsp;ถือเป็น &amp;lsquo;กองบุญ&amp;rsquo; ที่สมาชิกทุกคนร่วมกันบริจาค หรือสมทบเงินเข้ามาเพื่อเป็นกองบุญคนละ 1 บาท &amp;nbsp;เพื่อเป็นเงินเอาไว้ดูแลสมาชิกในยามทุกข์ยากลำบาก หรือคนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนก็ยังช่วยเหลือ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รวมทั้งยังช่วยเหลือสมาชิกและชุมชนในรูปแบบที่ไม่ได้เป็นตัวเงิน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์&amp;nbsp; การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ดูแลป่าชุมชน&amp;nbsp; สร้างแหล่งอาหารตามธรรมชาติในป่า&amp;nbsp; ดูแลและปกป้องท้องทะเล&amp;nbsp; ทำให้มีแหล่งอาหารเอาไว้ให้ลูกหลาน&amp;nbsp; เป็นสวัสดิการชุมชนที่ยั่งยืน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ในช่วงสถานการณ์โควิดตั้งแต่ปี 2563 &amp;nbsp;กองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศยังนำเงินกองทุนของตนเองมาผลิตหน้ากากผ้าอนามัยแจกจ่ายให้แก่ประชาชนทั่วไปประมาณ 1 ล้านชิ้นทั่วประเทศ&amp;nbsp; รวมทั้งยังนำข้าวปลา&amp;nbsp; อาหารสดแห้ง&amp;nbsp; รวมทั้งสิ่งของจำเป็นแจกจ่ายให้แก่พี่น้องในชุมชนและประชาชนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดด้วย&amp;nbsp; ถือเป็นการช่วยเหลือจุนเจือกันในยามเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลบ้านส้อง&amp;nbsp; อ.เวียงสระ&amp;nbsp; จ.สุราษฎร์ธานี&amp;nbsp; ร่วมทำหน้ากากผ้าอนามัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม &amp;nbsp;นับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนขึ้นมาในปี 2548&amp;nbsp; จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 16 ปี&amp;nbsp; แต่กองทุนสวัสดิการชุมชนต่างๆ ยังไม่มีกฎหมายรองรับ &amp;nbsp;ยังไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคล &amp;nbsp;รวมทั้งยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ &amp;nbsp;อย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;บางกองทุนมีความเข้มแข็งเติบโตขึ้นเรื่อยๆ &amp;nbsp;แต่หลายกองทุนยังขาดความเข้มแข็ง &amp;nbsp;การบริหารจัดการยังไม่เป็นระบบ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดังนั้นในช่วง &amp;nbsp;2-3 ปีที่ผ่านมา &amp;nbsp;แกนนำและเครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศจึงได้เริ่มขับเคลื่อนเพื่อผลักดันให้มีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชนขึ้นมา&amp;nbsp;โดยมีนักวิชาการด้านกฎหมายจากสถาบันพระปกเกล้าช่วยร่าง &amp;lsquo;พ.ร.บ.ส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชน พ.ศ...&amp;rsquo; &amp;nbsp;ขึ้นมา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากนั้นจึงรวบรวมรายชื่อประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 14,106 ราย&amp;nbsp; เสนอร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร&amp;nbsp; เมื่อ 23 กันยายน 2563 เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนการเสนอกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ผู้แทนกองทุนสวัสดิการชุมชนยื่นรายชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมระบบสวัสดิการฯ ต่อเลขานุการสภาผู้แทนราษฏร เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สาระสำคัญของ พ.ร.บ.ฉบับนี้&amp;nbsp; คือให้มี &amp;lsquo;คณะกรรมการส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชนแห่งชาติ&amp;rsquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยมีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน &amp;nbsp;และมี &amp;lsquo;คณะกรรมการสนับสนุนการขับเคลื่อนระบบสวัสดิการของชุมชนระดับจังหวัด&amp;rsquo; มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน &amp;nbsp;เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมระบบสวัสดิการชุมชนตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงระดับท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนความคืบหน้าของการขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้&amp;nbsp; สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฏรได้ส่งร่าง พ.ร.บ.ไปให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาลงนาม&amp;nbsp; เนื่องจากเป็นร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเงิน&amp;nbsp; ทั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;&amp;nbsp; พ.ศ. 2560&amp;nbsp; มาตรา 133 &amp;nbsp;กำหนดว่า&amp;nbsp; หากเป็นร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวด้วยการเงินจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรได้ก็ต่อเมื่อมีคํารับรองของนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; โดยนายกฯ จะต้องลงนาม&amp;nbsp; หากไม่ลงนาม ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนั้นก็จะตกไป&amp;nbsp; คาดว่าจะรู้ผลได้ภายในเดือนกรกฎาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แก้ว สังข์ชู ในฐานะประธานผู้ริเริ่มเสนอกฎหมาย &amp;nbsp;บอกว่า &amp;ldquo;กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายเชิงส่งเสริมให้ชุมชนเข้มแข็ง เป็นเครื่องมือที่จะสร้างให้ชุมชนพึ่งพาตนเองเป็นหลัก คิดว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นฉบับแรกที่เข้าถึงภาคประชาชนที่มาจากฐานราก และพวกเราก็ต้องการให้กฎหมายฉบับนี้เป็นเครื่องมือสำคัญของชุมชนของสังคม&amp;nbsp;ที่ผ่านมาก็ทำงานเรื่องนี้มาโดยตลอดถึงแม้ว่าจะไม่มีกฎหมาย แต่ถ้าเกิดเป็นกฎหมายขึ้นมาแล้ว สาระสำคัญคือ จะเกิดความเชื่อมั่น ความศรัทธา และบริหารความเสี่ยง ซึ่งจะทำให้กฎหมายฉบับนี้เกิดความยั่งยืนมั่นคงต่อการปฏิบัติ &amp;nbsp;กฎหมายฉบับนี้จะดูแลเราตั้งแต่เกิดจนตาย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; (อ่านรายละเอียดร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้ที่เว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า &amp;nbsp;https://www.kpi.ac.th/news/news/data/867)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109082</URL_LINK>
                <HASHTAG>16 ปี  ‘สวัสดิการภาคประชาชน’, กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชน, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์แบบพัฒนาครบวงจรชีวิต, กองทุนสวัสดิการชุมชน, กองบุญ, คณะกรรมการส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชนแห่งชาติ, ครูชบ  ยอดแก้ว, ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส, ประธานอนุกรรมการเครือข่ายสวัสดิการชุมชนระดับชาติ, พ.ร.บ.ส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชน, วิเชียร  สัตตธารา, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), สวัสดิการควายออกลูก, สะสมเงินเพียงวันละ 1 บาทเพื่อนำเงินมาช่วยเหลือกัน, แก้ว  สังข์ชู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210708/image_big_60e6f15c8f74a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70425</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/07/2020 17:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครือข่ายสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศร่วมสนับสนุน &#039;ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชน  พ.ศ...&#039; เป้าหมายเพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็ง-ลดความเหลื่อล้ำในสังคม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-left: 72pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left: 72pt;&quot;&gt;(กองทุนสวัสดิการฯ ตำาบลทับมา จ.ระยอง มอบสิ่งของเยี่ยมผู้สูงอายุ)&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;(&amp;lsquo;แก้ว สังข์ชู&amp;rsquo; (ที่ 4 จากซ้าย) และคณะผู้ริเริ่มเสนอกฎหมายยื่นร่าง พ.ร.บ.ต่อเลขาธิการรัฐสภาเมื่อเดือนธันวาคม 2562)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left: 72pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เครือข่ายสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศร่วมสนับสนุน &amp;lsquo;ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชน&amp;nbsp; พ.ศ...&amp;rsquo; โดยการเข้าชื่อของผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 10,000 คน&amp;nbsp; เพื่อเสนอให้รัฐสภาพิจารณา&amp;nbsp; มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการดำเนินกิจการของกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศ เพื่อนำไปสู่ความเข้มแข็งของชุมชนและสังคมให้มีความมั่นคงในชีวิตและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม&amp;nbsp; !!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เส้นทาง 15 ปีของสวัสดิการภาคประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ไหนแต่ไรมาแล้วที่ประชาชนคนธรรมดา&amp;nbsp; ชาวไร่&amp;nbsp; ชาวนา&amp;nbsp; เกษตรกร&amp;nbsp; ไม่มีสวัสดิการสังคมรองรับเหมือนกับข้าราชการ&amp;nbsp; พนักงานรัฐวิสาหกิจ&amp;nbsp; หรือพนักงานบริษัทเอกชนทั่วไป&amp;nbsp; พวกเขาจึงรวมตัวช่วยเหลือกันเองในรูปแบบต่างๆ เช่น&amp;nbsp; จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต&amp;nbsp; สัจจะสะสมทรัพย์&amp;nbsp; กลุ่มเครดิตยูเนี่ยน&amp;nbsp; ธนาคารหมู่บ้าน&amp;nbsp; ธนาคารชุมชน&amp;nbsp; กองทุนปุ๋ย&amp;nbsp; กลุ่มอาชีพ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยบริหารและจัดการกันเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ที่เป็นสมาชิกจะต้องฝากเงินเข้ากลุ่มหรือถือหุ้น&amp;nbsp; แล้วนำเงินนั้นมาให้สมาชิกกู้ยืมไปใช้ในยามจำเป็น&amp;nbsp; หรือใช้เป็นทุนในการประกอบอาชีพ&amp;nbsp; โดยเสียดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย&amp;nbsp; ผลกำไรหรือดอกเบี้ยที่ได้รับก็จะนำกลับมาปันผลหรือช่วยเหลือสมาชิกในด้านต่างๆ &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; ช่วยเหลือยามเจ็บป่วย&amp;nbsp; ให้ทุนการศึกษาบุตรหลาน&amp;nbsp; ช่วยคนพิการ&amp;nbsp; คนยากไร้ในชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากกลุ่มการเงินและกลุ่มอาชีพต่างๆ&amp;nbsp; ที่จัดสวัสดิการช่วยเหลือกันเองของคนในชุมชน&amp;nbsp; ในปี 2548&amp;nbsp; ชุมชนต่างๆ จึงเริ่มมีการจัดตั้ง &amp;lsquo;กองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;rsquo; ขึ้นมาอย่างเป็นระบบ&amp;nbsp; โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;&amp;nbsp; ร่วมกับเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนสนับสนุนให้มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับตำบล/เทศบาล&amp;nbsp; นำร่องในพื้นที่ 99 ตำบลทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แก้ว&amp;nbsp; สังข์ชู&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประธานอนุกรรมการเครือข่ายสวัสดิการชุมชนระดับชาติ&amp;nbsp; ซึ่งมีบทบาทในการส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; หลักการสำคัญของกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; คือ &amp;ldquo;ให้อย่างมีคุณค่า&amp;nbsp; รับอย่างมีศักดิ์ศรี&amp;rdquo;&amp;nbsp; โดยให้สมาชิกสมทบเงินเข้ากองทุนวันละ 1 บาท&amp;nbsp; หรือเดือนละ 30 บาท&amp;nbsp; หรือปีละ 365 บาท (ตามความสะดวกและเหมาะสม)&amp;nbsp; หลังจากนั้นสมาชิกจึงจะมีสิทธิ์ได้รับการช่วยเหลือจากกองทุนตามระเบียบที่กำหนดเอาไว้&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ช่วยเหลือในยามคลอดบุตร (500-1,000 บาท) เจ็บป่วย (100 บาท ปีหนึ่งไม่เกิน 10 คืน) เสียชีวิต (3,000-10,000 บาท)&amp;nbsp; ทุนการศึกษาแก่เด็กและเยาวชน&amp;nbsp; ช่วยเหลือผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ผู้ด้อยโอกาส&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีสวัสดิการที่ไม่ใช่ตัวเงิน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; &amp;nbsp;การดูแลสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; &amp;nbsp;อนุรักษ์ป่าชุมชน&amp;nbsp; สร้างแหล่งอาหารตามธรรมชาติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์&amp;nbsp; ส่งเสริมสุขภาพอนามัย&amp;nbsp; ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม&amp;nbsp; ภูมิปัญญาท้องถิ่น&amp;nbsp; จัดอบรมให้ความรู้ต่างๆ&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยกองทุนฯ ร่วมสมทบเงินเพื่อส่งเสริมกิจกรรม&amp;nbsp; หรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้สมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กองทุนสวัสดิการชุมชนถ้าพูดในหลักของธรรมะ &amp;nbsp;คือเป็น &amp;lsquo;กองบุญ&amp;rsquo; ที่สมาชิกทุกคนร่วมกันบริจาค&amp;nbsp; หรือสมทบเงินเข้ามาเพื่อเป็นกองบุญ &amp;nbsp;โดยรวมตัวกันคนละบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อเป็นเงินเอาไว้ดูแลสมาชิกเมื่อเวลาทุกข์ยากลำบาก &amp;nbsp;หรือคนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนก็ยังช่วยเหลือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; และไม่ใช่เป็นเงินออมหรือเงินฝาก &amp;nbsp;&amp;nbsp;แต่เป็นเงินที่ทุกคนทำบุญร่วมกัน &amp;nbsp;และการทำบุญครั้งนี้เป็นการทำบุญเพื่อคุณภาพชีวิตของพวกเขาเอง&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีหลักการบริหารโดยคนในชุมชนเป็นหลัก&amp;rdquo;&amp;nbsp; ประธานอนุกรรมการเครือข่ายสวัสดิการชุมชนระดับชาติขยายความ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากกองทุนสวัสดิการชุมชนที่เริ่มก่อตั้งในปี 2548 &amp;nbsp;ปัจจุบัน (กรกฎาคม 2563) มีอายุย่างเข้า 15 ปี&amp;nbsp; โดยมีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนในระดับตำบล/เทศบาลทั่วประเทศ&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 6,027 กองทุน&amp;nbsp; มีสมาชิกรวม 5,807,860 คน&amp;nbsp; มีเงินกอง ทุนรวมกันกว่า 16,000 ล้านบาท&amp;nbsp; (ร้อยละ 66 เป็นเงินที่มาจากการสมทบของสมาชิก&amp;nbsp; ส่วนที่เหลือเป็นเงินสมทบจากรัฐบาล&amp;nbsp; องค์กรปกครองท้องช่วยถิ่น&amp;nbsp; เงินบริจาค&amp;nbsp; ฯลฯ)&amp;nbsp; ช่วยเหลือสมาชิกไปแล้วกว่า 2 ล้านคน&amp;nbsp; รวมเป็นเงินกว่า 2,100 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;กองบุญ&amp;rsquo; ที่ช่วยเหลือสมาชิกตั้งแต่เกิดจนตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กองทุนสวัสดิการชุมชนก็เหมือนกับ &amp;lsquo;กองบุญ&amp;rsquo; ที่ &amp;lsquo;แก้ว&amp;nbsp; สังข์ชู&amp;rsquo; &amp;nbsp;กล่าวเอาไว้&amp;nbsp; เพราะสมาชิกทุกคนเอาเงินมากองรวมกันไว้&amp;nbsp; เพียงแค่วันละ 1 บาท&amp;nbsp; หากมีสมาชิก 100 คน จะเป็นเงินวันละ 100 บาท&amp;nbsp; เดือนละ 3,000 บาท&amp;nbsp; ปีละ 36,000 บาท&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; นานวันเข้าก็เป็นเงินแสน&amp;nbsp; เงินล้าน&amp;nbsp; เมื่อรัฐบาลสมทบเงินเข้ากองทุนในอัตรา 1 ต่อ 1 &amp;nbsp;รวมทั้งองค์กรปกครองท้องถิ่น&amp;nbsp; และภาคเอกชน&amp;nbsp; ห้างร้าน&amp;nbsp; ร่วมสมทบเงินเข้ากองบุญก็ยิ่งทำให้กองทุนสวัสดิการชุมชนต่างๆ&amp;nbsp; เติบโต&amp;nbsp; ช่วยเหลือสมาชิกได้อย่างทั่วถึง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังเช่น&amp;nbsp; &amp;lsquo;กองทุนคุณธรรมสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแก&amp;rsquo; อ.ท่าตูม&amp;nbsp; จ.สุรินทร์&amp;nbsp; จัดตั้งขึ้นมาได้ในเดือนพฤษภาคม 2550&amp;nbsp; มีสมาชิกเริ่มต้น 192 คน&amp;nbsp; มาจากอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) 19 หมู่บ้าน (หมู่บ้านละ 10 คน) มีเงินกองทุนเริ่มแรกไม่กี่พันบาท&amp;nbsp; ผ่านไป&amp;nbsp; 13 ปี&amp;nbsp; (มิถุนายน 2563) กองทุนมีเงินสะสมกว่า 21 ล้านบาท...!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พัชรี&amp;nbsp; บุญมี&amp;nbsp; ประธานกองทุนฯ&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; กองทุนฯ จะให้สมาชิกสมทบเงินเข้ากองทุนฯ เป็นรายเดือนหรือรายปีตามสะดวก&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; เดือนละ 30-31 บาท (ตามจำนวนวันในแต่ละเดือน)&amp;nbsp; รายปีๆ ละ 365 บาท&amp;nbsp; นำเงินกองทุนมาช่วยเหลือสวัสดิการให้สมาชิก 15 ด้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; คลอดบุตร 500 บาท&amp;nbsp; แม่นอนโรงพยาบาลคืนละ 300 บาท&amp;nbsp; เจ็บป่วยนอนโรงพยาบาลคืนละ 100 บาท&amp;nbsp; ปีหนึ่งไม่เกิน 10 คืน&amp;nbsp; เสียชีวิตช่วยตั้งแต่ 2,500-15,000 บาท &amp;nbsp;(เป็นสมาชิกตั้งแต่ 6 เดือน -11 ปี)&amp;nbsp; ทุนการศึกษาเด็ก&amp;nbsp; งานศพ-งานบวชปลอดเหล้า&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เบิกจ่ายสวัสดิการทุกวันที่ 5 ของเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากจำนวนสมาชิกเริ่มแรก 192 คนในปี 2550&amp;nbsp; ด้วยการทำงานของคณะกรรมการทั้ง 19 หมู่บ้าน&amp;nbsp; ซึ่งส่วนใหญ่เป็น อสม.ที่เข้าถึงและใกล้ชิดกับชาวบ้านอยู่แล้ว&amp;nbsp; เพราะ อสม.จะให้การดูแลสุขภาพเบื้องต้นแก่ชาวบ้าน&amp;nbsp; ประกอบกับคณะกรรมการมีความซื่อสัตย์&amp;nbsp; ทำงานด้วยความเสียสละ&amp;nbsp; จึงทำให้ชาวบ้านในตำบลให้ความเชื่อถือ&amp;nbsp; สมัครเข้ามาเป็นสมาชิกอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp; โดยในปี 2551 สมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 845 คน&amp;nbsp; ปี 2552 เพิ่มเป็น 1,312 คน&amp;nbsp; ปี 2553 เพิ่มเป็น&amp;nbsp; 3,663 คน&amp;nbsp; และเพิ่มขึ้นทุกปีๆ&amp;nbsp; จนถึงปัจจุบัน&amp;nbsp; มีสมาชิกจำนวน 5,195 คน&amp;nbsp; คิดเป็นร้อยละ 71.73 ของประชากรทั้งตำบล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กองทุนฯ ของเรามีระบบการบริหารจัดการที่ดี&amp;nbsp; มีความโปร่งใส&amp;nbsp; มีคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ รวมทั้งหมด 34 &amp;nbsp;คน&amp;nbsp; มาจากกรรมการในระดับหมู่บ้านและตำบล&amp;nbsp; กรรมการจะไม่ถือเงินสดไว้ในมือ&amp;nbsp; เพื่อป้องกันปัญหา&amp;nbsp; นอกจากนี้เรายังมีระบบตรวจสอบที่ดี&amp;nbsp; มีการตรวจสอบภายในอย่างสม่ำเสมอ&amp;nbsp; และเชิญหน่วยงานในท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เทศบาลมาเป็นกรรมการร่วมตรวจสอบ&amp;nbsp;&amp;nbsp; โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลร่วมวางระบบเอกสาร&amp;nbsp; ระบบบัญชี&amp;nbsp; มีบัญชีรายรับ-จ่ายต่างๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; สมาชิกสามารถตรวจสอบข้อมูลการเงินได้&amp;nbsp; ทำให้กองทุนฯ ได้รับความเชื่อถือทั้งจากสมาชิกและหน่วยงานภายนอก&amp;rdquo; ประธานกองทุนฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เครือข่ายกองทุนสวัสดิการฯ ทั่วประเทศร่วมกันทำหน้ากากผ้าแจกจ่ายประชาชนกว่า 1 ล้านชิ้น)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันกองทุนคุณธรรมสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแก&amp;nbsp; มีเงินสะสมทั้งหมด 21&amp;nbsp; ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; (เป็นเงินสมทบจากสมาชิก 14 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; รัฐบาลสมทบผ่าน พอช. 4.2 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; เทศบาล 2.4 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; ฯลฯ ) ช่วยเหลือสมาชิกไปแล้ว&amp;nbsp; 5,523&amp;nbsp; คน&amp;nbsp; รวมเป็นเงิน&amp;nbsp; 8&amp;nbsp; ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; ยอดเงินคงเหลือปัจจุบัน&amp;nbsp; 12 &amp;nbsp;ล้านบาทเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากผลงานการบริหารกองทุนฯ ดังกล่าว&amp;nbsp; &amp;lsquo;กองทุนคุณธรรมสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแก&amp;rsquo;&amp;nbsp; จึงเป็น 1 ใน 8 กองทุนที่ได้รับรางวัล &amp;lsquo;ผู้สรรค์สร้างความมั่นคงของมนุษย์ระดับชาติ&amp;rsquo; ประจำปี 2563&amp;nbsp; (ด้านการบริหารจัดการกองทุนที่ดีและมีธรรมาภิบาล) ตามแนวคิดสวัสดิการสังคม &amp;lsquo;จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน&amp;rsquo; ของ ดร.ป๋วย&amp;nbsp; อึ๊งภากรณ์ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร่วมขับเคลื่อน &amp;lsquo;ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชน&amp;nbsp; พ.ศ...&amp;rsquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ว่ากองทุนสวัสดิการชุมชนจะเริ่มจัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2548 &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยปัจจุบันกองทุนสวัสดิการชุมชนรุ่นแรกๆ ที่ก่อตั้งมีอายุย่างเข้า 15 ปี&amp;nbsp; และมีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนในระดับตำบลและเทศบาลแล้วกว่า 6,000 กองทุนทั่วประเทศ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชนต่างๆ ยังไม่มีกฎหมายรองรับ&amp;nbsp; ยังไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคล&amp;nbsp; รวมทั้งยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ อย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp; บางกองทุนมีความเข้มแข็ง&amp;nbsp; เติบโตขึ้นเรื่อยๆ&amp;nbsp; แต่หลายกองทุนยังขาดความเข้มแข็ง&amp;nbsp; การบริหารจัดการยังไม่เป็นระบบ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ดังนั้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; แกนนำเครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศจึงได้เริ่มขับเคลื่อนเพื่อผลักดันให้มี &amp;nbsp;&amp;lsquo;กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชน&amp;rsquo;&amp;nbsp; ขึ้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แก้ว&amp;nbsp; สังข์ชู&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในฐานะประธานผู้ริเริ่มเสนอกฎหมาย&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; จากเหตุผลดังกล่าว&amp;nbsp; คณะอนุกรรมการเครือข่ายสวัสดิการชุมชนระดับชาติจึงได้ประชุมปรึกษาหารือร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ &amp;nbsp;และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;เช่นวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ &amp;nbsp;ป๋วย อึ๊งภากรณ์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&amp;nbsp; โดยมีนักวิชาการด้านกฎหมายจากสถาบันพระปกเกล้าช่วยร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา&amp;nbsp; คือ &amp;lsquo;ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชน&amp;nbsp; พ.ศ...&amp;rsquo;&amp;nbsp; และมีการปรับปรุงแก้ไขร่าง พ.ร.บ. โดยการรับฟังความคิดเห็นจากผู้แทนกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศ &amp;nbsp;รวมทั้งชี้แจงและสร้างความเข้าใจกับพรรคการเมืองต่างๆ&amp;nbsp; เพื่อให้สนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้&amp;nbsp; มีวัตถุประสงค์หลัก &amp;nbsp;2 ประการ&amp;nbsp; คือ วัตถุประสงค์แรก&amp;nbsp; เราจะยกระดับกองทุนขึ้นเป็นนิติบุคคล &amp;nbsp;เพื่อให้ทำนิติกรรมและสัญญาต่างๆ ได้&amp;nbsp; และเมื่อภาคเอกชนหรือบริษัทห้างร้านต่างๆ&amp;nbsp; บริจาคหรือสมทบเงินช่วยเหลือกองทุนก็สามารถนำหลักฐานไปลดหย่อนภาษีได้ &amp;nbsp;วัตถุประสงค์ที่สอง &amp;nbsp;คือ&amp;nbsp; เพื่อรองรับความเสี่ยง &amp;nbsp;เพราะตอนนี้กองทุนสวัสดิการฯ เติบโตทั้งคน&amp;nbsp; ทั้งเงิน &amp;nbsp;บางกองทุนมีเงิน 5 &amp;nbsp;ล้านบางกองทุนมี&amp;nbsp; 10 ล้านบาท&amp;nbsp; มีสมาชิก 3-4 พันคน&amp;nbsp; ถ้ามีกฎหมายรองรับขึ้นมา&amp;nbsp; กฎหมายฉบับนี้จะช่วยส่งเสริมระบบสวัสดิการ &amp;nbsp;&amp;nbsp;และไม่ใช่เป็นกฎหมายบังคับ &amp;nbsp;&amp;nbsp;แต่จะส่งเสริมให้มีคนและองค์กรต่างๆ&amp;nbsp; เข้ามาร่วมกันยกระดับ &amp;nbsp;เข้ามาด้วยความสมัครใจ&amp;nbsp;&amp;nbsp; กฎหมายเป็นแค่ &amp;lsquo;เครื่องมือ&amp;rsquo; เท่านั้น&amp;nbsp; เพื่อส่งเสริมให้กองทุนสวัสดิการชุมชนยกระดับขึ้นไปเป็นหลักใหญ่ของการพัฒนาคนในชุมชนท้องถิ่น&amp;rdquo; &amp;nbsp;ประธานผู้ริเริ่มเสนอกฎหมายอธิบาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ ปาลิน&amp;nbsp; ธำรงรัตนศิลป์&amp;nbsp; ผู้ประสานงานการเสนอร่าง พ.ร.บ.&amp;nbsp; กล่าวเสริมว่า&amp;nbsp; ที่ผ่านมากองทุนสวัสดิการชุมชนยังไม่มีกฎหมายรองรับ&amp;nbsp; หน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่วนใหญ่ยังไม่ได้เข้ามาให้การสนับสนุน&amp;nbsp; นอกจากนี้เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ &amp;nbsp;กองทุนสวัสดิการชุมชนก็อาจจะไม่ได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ดังนั้นเพื่อส่งเสริมให้ชุมชนสร้างสวัสดิการให้กับประชาชนในชุมชน&amp;nbsp; ลดความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; &amp;nbsp;เปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ สามารถเข้ามาสนับสนุนกิจการของกองทุนฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและสังคมที่เกื้อกูลกัน&amp;nbsp; &amp;nbsp;และความมั่นคงของกองทุนสวัสดิการในเชิงเศรษฐกิจ &amp;nbsp;สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;&amp;nbsp;เครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศและภาคีเครือข่ายจึงได้ร่วมกันขับเคลื่อนพระราชบัญญัติฉบับนี้&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้ประสานงานฯ กล่าว
&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(คณะผู้ริเริ่มเสนอกฎหมายยื่นร่าง พ.ร.บ.ต่อเลขาธิการรัฐสภาเมื่อเดือนธันวาคม 2562)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนขั้นตอนการเสนอร่าง พ.ร.บ.นั้น&amp;nbsp; ในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; เครือข่ายองค์กรสวัสดิการชุมชนได้เสนอเรื่องเป็นหนังสือต่อประธานรัฐสภาแล้ว&amp;nbsp; หลังจากนั้นสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ตรวจสอบหลักฐานและเอกสารต่างๆ เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง&amp;nbsp; ฯลฯ &amp;nbsp;และล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; สำนักงานเลขาธิการสภาฯ มีหนังสือแจ้งมายังผู้ริเริ่มเสนอกฎหมายเพื่อให้ดำเนินการรวบรวมรายชื่อให้ครบ 10,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่เครือข่ายองค์กรสวัสดิการชุมชนจะจัดอบรมแกนนำเครือข่ายทั่วประเทศประมาณ&amp;nbsp; 300 คนในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมนี้ &amp;nbsp;เพื่อกลับไปรณรงค์&amp;nbsp; ชี้แจง&amp;nbsp; และสร้างความเข้าใจให้สมาชิกกองทุนฯ ทุกจังหวัดที่มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อกันไม่น้อยกว่า&amp;nbsp; 12,000-15,000&amp;nbsp; คน&amp;nbsp; ให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้&amp;nbsp; หลังจากนั้นจะรวบรวมรายชื่อ&amp;nbsp; พร้อมทั้งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เสนอต่อประธานรัฐสภา&amp;nbsp; เพื่อดำเนินการตามขั้นตอน&amp;nbsp; และเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาต่อไป...!!&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:36.0pt&quot;&gt;เปิด &amp;lsquo;ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชน&amp;nbsp; พ.ศ...&amp;rsquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;หลักการ :&amp;nbsp; ให้มีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุผล :&amp;nbsp; โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๔๓ (๔) กำหนดให้บุคคลและชุมชนมีสิทธิจัดให้มีระบบสวัสดิการของชุมชนรวมทั้งมีสิทธิที่จะร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือรัฐในการดำเนินการดังกล่าวด้วย &amp;nbsp;ขณะที่ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ &amp;nbsp;จนถึงปัจจุบัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ชุมชนทั่วประเทศได้มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนในระดับตำบลขึ้น&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อดำเนิน การจัดสวัสดิการที่หลากหลายให้แก่สมาชิกโดยความสมัครใจ &amp;nbsp;เป็นการสร้างหลักประกันความมั่นคงและการช่วยเหลือเกื้อกูลกันของชุมชน &amp;nbsp;ซึ่งเป็นรากฐานของชุมชนเข้มแข็ง &amp;nbsp;ภายใต้หลักการ &amp;ldquo;ให้อย่างมีคุณค่า &amp;nbsp;รับอย่างมีศักดิ์ศรี&amp;rdquo; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นเพื่อให้การรับรองสิทธิของบุคคลและชุมชนตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยดังกล่าวเกิดผลในทางปฏิบัติ &amp;nbsp;และเพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนและองค์กรชุมชนมีส่วนร่วมและมีบทบาทในการพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชนและสังคมให้มีความมั่นคงในชีวิตและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม &amp;nbsp;จึงควรมีกฎหมายส่งเสริมสนับสนุนและรองรับสถานภาพทางกฎหมายและการดำเนินงานของกองทุนสวัสดิการชุมชนในการจัดระบบสวัสดิการของชุมชน &amp;nbsp;จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ (ร่าง) พ.ร.บ.ฉบับนี้มีทั้งหมด ๕ หมวด&amp;nbsp; ๔๓ &amp;nbsp;มาตรา&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีสาระสำคัญ&amp;nbsp; เช่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้ &amp;ldquo;ระบบสวัสดิการของชุมชน&amp;rdquo; หมายความว่า &amp;nbsp;รูปแบบหรือวิถีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันของคนในชุมชนที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ในเรื่องสวัสดิการของชุมชนเพื่อให้เกิดความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันของประชาชนในชุมชน &amp;nbsp;บนหลักการพึ่งตนเอง &amp;nbsp;การให้อย่างมีคุณค่า &amp;nbsp;รับอย่างมีศักดิ์ศรี &amp;nbsp;และความร่วมมือกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเป้าหมายเพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็ง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ชุมชน&amp;rdquo; หมายความว่า &amp;nbsp;กลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันในเขตพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหนึ่ง &amp;nbsp;โดยมีผลประโยชน์และวัตถุประสงค์ร่วมกัน &amp;nbsp;เพื่อช่วยเหลือหรือสนับสนุน &amp;nbsp;หรือทำกิจกรรมอันชอบด้วยกฎหมายและศีลธรรมอันดีร่วมกัน &amp;nbsp;หรือดำเนินการอื่นอันเป็นประโยชน์ร่วมกันของสมาชิก &amp;nbsp;มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและมีระบบบริหารจัดการและการแสดงเจตนาแทนกลุ่มได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;rdquo; หมายความว่า &amp;nbsp;กองทุนสวัสดิการชุมชนในระดับท้องถิ่น &amp;nbsp;หรือกองทุนสวัสดิการชุมชนในระดับเขตของกรุงเทพมหานคร &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวง &amp;nbsp;ระเบียบ &amp;nbsp;และประกาศ &amp;nbsp;เพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรา ๑๒ ให้มีคณะกรรมการส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชนแห่งชาติ &amp;nbsp;เรียกโดยย่อว่า &amp;ldquo;กสสช.&amp;rdquo; ประกอบด้วย (๑) นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน &amp;nbsp;&amp;nbsp;(๒) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมาจากการเลือกของ (๕) และ (๖) เป็นรองประธานกรรมการคนที่หนึ่ง &amp;nbsp;(๓) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นรองประธานกรรมการคนที่สอง &amp;nbsp;(๔) กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น &amp;nbsp;&amp;nbsp;อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน &amp;nbsp;อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ &amp;nbsp;ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง &amp;nbsp;ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;(๕) ผู้แทนกองทุนสวัสดิการชุมชน จำนวนหกคนเป็นกรรมการ &amp;nbsp;ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรา ๑๙ คณะกรรมการมีหน้าที่และอำนาจ &amp;nbsp;ดังต่อไปนี้ &amp;nbsp;(๑) พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนแม่บทการส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชนตามมาตรา ๒๑ (๑) &amp;nbsp;(๒) เสนอแนะและให้ความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายการจัดระบบสวัสดิการของชุมชน &amp;nbsp;(๓ ) เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีให้มีหรือแก้ไขกฎหมาย &amp;nbsp;ระเบียบ &amp;nbsp;ข้อบังคับ &amp;nbsp;หรือมติคณะรัฐมนตรีให้เอื้ออำนวยต่อการส่งเสริมสวัสดิการของชุมชน &amp;nbsp;(๔) เสนอแนะมาตรการด้านการเงิน &amp;nbsp;การคลัง &amp;nbsp;การภาษีอากร &amp;nbsp;หรือด้านอื่น &amp;nbsp;เพื่อส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชน ต่อคณะรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๕) ประสานนโยบายและแผน &amp;nbsp;สร้างความร่วมมือกับส่วนราชการ &amp;nbsp;หน่วยงานของรัฐ &amp;nbsp;องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชน &amp;nbsp;(๖) กำหนดมาตรการส่งเสริม &amp;nbsp;สนับสนุนการจัดตั้งและพัฒนาความเข้มแข็งของกองทุนสวัสดิการชุมชนเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของระบบสวัสดิการของชุมชน &amp;nbsp;(๗) วางระเบียบว่าด้วยการจัดสรรงบประมาณสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชนในกรณีที่รัฐบาลมีนโยบาย&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรา ๒๒ ให้มีคณะกรรมการสนับสนุนการขับเคลื่อนระบบสวัสดิการของชุมชนระดับจังหวัด &amp;nbsp;เรียกโดยย่อว่า &amp;ldquo;คสสจ.&amp;rdquo; ประกอบด้วย &amp;nbsp;(๑) ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานกรรมการ &amp;nbsp;(๒) ผู้แทนกองทุนสวัสดิการชุมชนในพื้นที่จังหวัดที่คัดเลือกกันเองจำนวนหนึ่งคนเป็นรองประธานกรรมการ &amp;nbsp;(๓) กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ &amp;nbsp;พัฒนาการชุมชนจังหวัด &amp;nbsp;นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด &amp;nbsp;เกษตรจังหวัด &amp;nbsp;ผู้แทนสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรา ๒๙ ให้ คสสจ. มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ &amp;nbsp;(๑) จัดทำแผนส่งเสริมการพัฒนาระบบสวัสดิการของชุมชน &amp;nbsp;แนวทางการส่งเสริมระบบสวัสดิการของในพื้นที่จังหวัดต่อคณะกรรมการและยุทธศาสตร์จังหวัด (๒) ส่งเสริม สนับสนุนการจัดตั้ง &amp;nbsp;การพัฒนา &amp;nbsp;การแก้ปัญหาและติดตามการดำเนินงานของกองทุนสวัสดิการชุมชนในจังหวัด &amp;nbsp;(๓) ประสานให้ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนเข้ามาส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชนในจังหวัด (๔) พิจารณารับรองสถานภาพ และสั่งยุบเลิกกองทุนสวัสดิการชุมชนตามหลักเกณฑ์ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กำหนด &amp;nbsp;(๕) พิจารณาจัดสรรงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;ฟ้าหลังฝน&amp;rsquo; ที่บ้านมั่นคงตากสิน&amp;nbsp; จ.ตาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(บ้านมั่นคงสหกรณ์ตากสิน &amp;nbsp;จำกัด &amp;nbsp;ช่วงแรกที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ความฝันที่จะมีบ้านเป็นของตัวเองสักหลังของคนยากคนจนดูเหมือนจะเป็นความจริงได้ยากนัก&amp;nbsp; เพราะลำพังการหากินไปวันๆ&amp;nbsp; เพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของคนในครอบครัวก็แทบจะไม่มีเงินเหลือเก็บ&amp;nbsp; หลายครอบครัวจึงต้องเช่าบ้านคนอื่นอยู่&amp;nbsp; บ้างก็ปลูกสร้างในที่ดินเช่า&amp;nbsp; หรือที่ข้นแค้นก็ต้องบุกรุกที่ดินรกร้าง&amp;nbsp; ปลูกสร้างบ้านด้วยเศษวัสดุต่างๆ ที่พอจะหาได้เพื่อกันแดด&amp;nbsp; กันฝน&amp;nbsp; แต่เมื่อมีหน่วยงานรัฐเข้ามาสานฝัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; พวกเขาจึงมีความหวังขึ้นมา...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับพี่น้องบ้านมั่นคงตากสิน&amp;nbsp; อำเภอเมือง&amp;nbsp; จังหวัดตาก&amp;nbsp; ที่รวมตัวกันแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; จากเดิมที่พวกเขาไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง&amp;nbsp; ต้องเช่าบ้านอยู่อาศัยมานานหลายสิบปี&amp;nbsp; หรือปลูกสร้างบ้านในที่ดินบุกรุก&amp;nbsp; หลายครอบครัวต้องย้ายบ้านเป็นว่าเล่นเพราะถูกเจ้าของที่ดินขับไล่&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ในวันนี้พวกเขามีบ้านอยู่อาศัยที่มั่นคง&amp;nbsp; ไม่ต้องระเหเร่ร่อนไปไหน&amp;nbsp; แต่กว่าจะมีวันนี้ได้พวกเขาต้องต่อสู้กับอุปสรรคและปัญหานานา&amp;nbsp; หลายคนท้อถอยต้องถอนตัวออกไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมพลังคนจน&amp;nbsp; คนอยากมีบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;บริเวณอำเภอเมือง&amp;nbsp; จังหวัดตาก&amp;nbsp; มีชุมชนแออัดตั้งอยู่นับ 10 แห่ง&amp;nbsp; ชาวบ้านส่วนใหญ่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; มีอาชีพรับจ้างทั่วไป&amp;nbsp; ค้าขายเล็กๆ น้อย&amp;nbsp; เก็บขยะ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ไม่มีรายได้เพียงพอที่จะมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง&amp;nbsp; จึงต้องเช่าบ้านคนอื่นอยู่&amp;nbsp; หรือเช่าที่ดินปลูกสร้างบ้าน&amp;nbsp; และมีจำนวนไม่น้อยที่บุกรุกที่ดินรกร้างว่างเปล่าของรัฐและเอกชนปลูกสร้างบ้าน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ราวปี 2540&amp;nbsp; แกนนำชุมชนรายหนึ่งที่เห็นความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยของชาวชุมชนในเขตอำเภอเมือง&amp;nbsp; จึงได้รวบรวมชาวบ้านที่มีความเดือดร้อนจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; โดยให้ผู้ที่สนใจสมัครเข้ามาเป็นสมาชิก&amp;nbsp; และต้องออมเงินเข้ากลุ่มอย่างน้อยเดือนละ 100-500 บาท&amp;nbsp; ใครมีมากก็ออมมาก&amp;nbsp; เพื่อเป็นกองทุนในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; โดยมีเงื่อนไขว่า&amp;nbsp; ใครที่ออมครบ 15,000&amp;nbsp;&amp;nbsp; บาทก็จะได้สร้างบ้านก่อน&amp;nbsp; มีชาวบ้านที่เดือดร้อนต้องการที่อยู่อาศัยสมัครเข้าเป็นสมาชิกประมาณ&amp;nbsp; 250 ราย (ครอบครัว)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ประมาณปี 2543 &amp;nbsp;แกนนำและชาวชุมชนบางส่วนได้เข้ามาขอคำแนะนำการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ที่กรุงเทพฯ&amp;nbsp; โดยทาง พอช. แนะนำให้กลุ่มออมทรัพย์ที่ชาวบ้านจัดตั้งขึ้นมาจดทะเบียนเป็นสหกรณ์เคหสถาน&amp;nbsp; เพื่อให้มีสถานะเป็นนิติบุคคล&amp;nbsp; สามารถทำนิติกรรมสัญญา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เช่าหรือซื้อที่ดิน&amp;nbsp; หรือรับความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้นแกนนำและชาวบ้านจึงกลับไปปรึกษาหารือกับสำนักงานสหกรณ์จังหวัดตากเพื่อเตรียมการจดทะเบียนเป็นสหกรณ์เคหสถาน&amp;nbsp; แต่กว่าจะเป็นรูปเป็นร่างก็ย่างเข้าสู่ปี 2549&amp;nbsp; และสามารถจดทะเบียนเป็นสหกรณ์ได้ในปี 2550 ใช้ชื่อว่า &amp;lsquo;สหกรณ์เคหสถานตากสิน&amp;nbsp; จำกัด&amp;rsquo;&amp;nbsp; ในระหว่างนั้นชาวบ้านก็ยังออมเงินเข้ากลุ่มอยู่เรื่อยๆ&amp;nbsp; แต่ก็มีหลายครอบครัวถอนตัวออกไปเพราะไม่มั่นใจว่าจะได้สร้างบ้านหรือไม่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ พอช.ได้เข้ามาทำงานร่วมกับแกนนำและชาวบ้าน&amp;nbsp; มีการจัดประชุม&amp;nbsp; พากันไปดูที่ดินแปลงต่างๆ&amp;nbsp; ทั้งของรัฐและเอกชน&amp;nbsp; จนได้ข้อสรุปว่า&amp;nbsp; ที่ดินเอกชนมีราคาแพง&amp;nbsp; ชาวบ้านมีรายได้น้อย&amp;nbsp; ควรจะเช่าที่ดินราชพัสดุของกรมธนารักษ์&amp;nbsp; เดิมเป็นสนามบินร้าง&amp;nbsp; เนื้อที่ 35 ไร่เศษ&amp;nbsp; ตั้งอยู่ที่ตำบลน้ำรึม&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.ตาก&amp;nbsp; (ราคาตารางวาละ 75 สตางค์) เพื่อจัดทำโครงการบ้านมั่นคง &amp;nbsp;ระยะเวลาเช่า (ช่วงแรก) 30 ปี &amp;nbsp;ประกอบกับในขณะนั้น&amp;nbsp; พอช.และกรมธนารักษ์มีข้อตกลงร่วมกันที่จะสนับสนุนให้ชุมชนที่มีความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยทั่วประเทศรวมกลุ่มกันเช่าที่ดินเพื่อจัดทำโครงการบ้านมั่นคงขึ้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มรสุมพัดกระหน่ำ&amp;nbsp; แต่ชุมชนยังยืนแกร่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อได้ที่ดินแล้ว&amp;nbsp; จึงมีการรวบรวมชาวบ้านที่เดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มบ้านเช่าและบุกรุกที่ดินจากชุมชนหนองหลวงและตำบลน้ำรึม&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 315 ครอบครัวมาจัดทำโครงการบ้านมั่นคง&amp;nbsp; โดย พอช.จะสนับสนุนสินเชื่อและงบอุดหนุนการสร้างบ้านและสาธารณูปโภค&amp;nbsp; มีสถาปนิกจาก พอช.มาช่วยออกแบบบ้านให้ตรงกับความต้องการและความสามารถในการผ่อนของชาวบ้านแต่ละครอบครัว&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; บ้านเดี่ยวชั้นเดียวขนาด 6x6 ตารางเมตร&amp;nbsp; บ้านเดี่ยวใต้ถุนสูง ขนาด 6x8 ตารางเมตร&amp;nbsp; บ้านแถวสองชั้น&amp;nbsp; ขนาด 4x12 ตารางเมตร&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ราคาตั้งแต่ 125,000-185,000 บาท&amp;nbsp; สมาชิกผ่อนชำระเดือนละ (รวมเงินออมและค่าหุ้น) 1,157 บาทขึ้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในปี 2552 จึงเริ่มจัดทำโครงการบ้านมั่นคง&amp;nbsp; โดยจะก่อสร้างบ้านทั้งหมด 3 เฟส&amp;nbsp; รวม 315 หลัง&amp;nbsp; ใช้งบประมาณทั้งหมด&amp;nbsp; 56 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; ในจำนวนนี้เป็นเงินออมจากชาวบ้านที่เป็นสมาชิกประมาณ&amp;nbsp; 5.6 ล้านบาท&amp;nbsp; สินเชื่อจาก พอช.ประมาณ 44 ล้านบาท&amp;nbsp; เงินอุดหนุน 5.6 ล้านบาท&amp;nbsp; เฟสแรกจะสร้างจำนวน 86 หลัง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เริ่มก่อสร้างบ้านในช่วงปลายปี&amp;nbsp; 2552&amp;nbsp; และกำหนดจะแล้วเสร็จทั้งโครงการภายในเดือนมีนาคม 2554 &amp;nbsp;แต่สร้างบ้านเสร็จไปเพียง 80 หลัง &amp;nbsp;เกิดปัญหาด้านการบริหารเงินของประธานสหกรณ์ฯ &amp;nbsp;มีการนำเงินไปใช้ผิดประเภท &amp;nbsp;ผู้รับเหมางานก่อสร้างจึงทิ้งงาน&amp;nbsp; ทำให้ชาวบ้านที่ต่างตั้งความหวังจะมีบ้านเป็นของตัวเองกว่า 200 ครอบครัวต้องฝันค้าง&amp;nbsp; มีการรวมตัวกันไปร้องเรียนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดตาก&amp;nbsp; เพื่อให้ช่วยแก้ไขปัญหาในช่วงต้นปี 2554 &amp;nbsp;รวมทั้งมีการฟ้องร้องดำเนินคดีกับประธานสหกรณ์ฯ ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โชคชัย&amp;nbsp; รอดฉ่ำ&amp;nbsp; ประธานสหกรณ์ฯ คนปัจจุบัน&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; จากปัญหาดังกล่าวจึงมีการเปลี่ยนประธานสหกรณ์และคณะกรรมการหลายครั้ง&amp;nbsp; คณะกรรมการหลายคนท้อใจต้องลาออกไป&amp;nbsp; บางคนต้องหลั่งน้ำตาร้องไห้&amp;nbsp; เพราะเครียดจากปัญหาต่างๆ ที่โถมเข้ามา&amp;nbsp; ต้องถูกชาวบ้านด่า&amp;nbsp; และต้องแบกรับความหวังของชาวบ้าน &amp;nbsp;&amp;nbsp;แต่ด้วยความตั้งใจไม่ย้อท้อของคณะกรรม การและชาวบ้านบางส่วน&amp;nbsp; จึงเริ่มมีกระบวนการฟื้นฟูสหกรณ์ตั้งแต่ปี 2555&amp;nbsp; โดยคณะกรรมการชุดใหม่ได้จัดประชุมชี้แจง&amp;nbsp; สร้างความเข้าใจ&amp;nbsp; และสร้างความมั่นใจให้แก่ชาวบ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะชาวบ้านที่ยังสร้างบ้านไม่เสร็จกว่า 200 ครอบครัว&amp;nbsp; ไม่ยอมส่งเงินเข้าสหกรณ์&amp;nbsp; ทั้งเงินออม&amp;nbsp; เงินหุ้น&amp;nbsp; สหกรณ์จึงแทบจะไม่มีเงินในการบริหารงาน&amp;nbsp; เหมือนมรสุมลูกใหญ่ที่ซัดกระหน่ำจนบ้านเรือนแทบจะพัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;คณะกรรมการต้องเข้าไปคุยกับชาวบ้าน&amp;nbsp; ถามว่าพวกเรายังอยากจะได้บ้านไหม&amp;nbsp; ชาวบ้านก็ตอบว่าอยากได้&amp;nbsp; ถ้าอยากได้&amp;nbsp; พวกเราจะต้องร่วมกันต่อสู้&amp;nbsp; ช่วยกันฟื้นฟูสหกรณ์ขึ้นมาใหม่&amp;nbsp; และต้องช่วยกันส่งเงินเข้าสหกรณ์ทุกเดือน&amp;nbsp; เพื่อให้สหกรณ์เดินหน้า&amp;nbsp; และสร้างบ้านต่อไปได้&amp;rdquo;&amp;nbsp; โชคชัยเล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน&amp;nbsp; คณะกรรมการชุดใหม่ทำงานด้วยความซื่อสัตย์&amp;nbsp; โปร่งใส&amp;nbsp; ให้ชาวบ้านตรวจสอบหรือดูเอกสารการเงินได้ว่ามีรายรับ&amp;nbsp; รายจ่ายอย่างไร&amp;nbsp; ถูกต้องหรือไม่&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีสำนักงานสหกรณ์จังหวัดตากมาช่วยให้คำแนะนำในเรื่องการจัดทำเอกสารการเงิน&amp;nbsp; บัญชีต่างๆ&amp;nbsp; รวมทั้งสำนักสินเชื่อ พอช.เข้ามาให้คำปรึกษาและสนับสนุนการฟื้นฟูสหกรณ์ฯ&amp;nbsp; เพื่อให้สหกรณ์เดินหน้าสร้างบ้านต่อไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เราใช้เวลากว่า 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปี&amp;nbsp; จากปี 2555 จนถึงปี 2558&amp;nbsp; จึงฟื้นฟูสหกรณ์ขึ้นมาได้&amp;nbsp; นอกจากนี้เรายังสร้างความรัก&amp;nbsp; ความสามัคคี&amp;nbsp; สร้างขวัญกำลังใจให้แก่ชาวบ้าน&amp;nbsp; ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่&amp;nbsp; ด้วยการจัดกิจกรรมงานบุญ&amp;nbsp; งานประเพณีต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; งานบุญกลางบ้าน&amp;nbsp; แห่เทียน 9 วัด&amp;nbsp; รวมทั้งงานวันเด็ก&amp;nbsp; หรือใครเสียชีวิต&amp;nbsp; คณะกรรมการก็จะไปช่วย&amp;nbsp; ตอนแรกก็ควักเงินส่วนตัว&amp;nbsp; แต่ตอนหลังชาวบ้านเชื่อมั่น&amp;nbsp; เข้าใจก็ร่วมสมทบเงินทำบุญ&amp;rdquo;&amp;nbsp; โชคชัยเล่าถึงมรสุมที่พัดผ่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;ฟ้าหลังฝน&amp;rsquo; ที่บ้านมั่นคงตากสิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หากจะว่าไปแล้ว&amp;nbsp; ความหวังที่อยากจะมีบ้านเป็นของตัวเองของพี่น้องบ้านมั่นคงตากสิน&amp;nbsp; ในตอนแรกคงจะเหมือนกับพายุหรือมรสุมร้ายที่โหมกระหน่ำซัดใส่จนความหวังของพวกเขาแทบพังทลายลงไป&amp;nbsp; แต่เมื่อพวกเขาได้ร่วมใจกันต่อสู้&amp;nbsp; ยืนหยัด&amp;nbsp; ต้านทาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฝ่าพายุฝนจนผ่านพ้นไป&amp;nbsp; ฟ้าหลังฝนจึงย่อมสดใสสวยงาม&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในปี 2561 บ้านในฝันของชาวตากสินก็แล้วเสร็จ&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 329 หลัง&amp;nbsp; (เพิ่มจากเดิม 14 หลัง)&amp;nbsp; ทำให้พวกเขามีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง&amp;nbsp; ไม่ต้องเช่าบ้านหรือบุกรุกที่ดินคนอื่นเหมือนที่ผ่านมา&amp;nbsp; เด็กๆ ก็มีที่วิ่งเล่น&amp;nbsp; นอกจากนี้สหกรณ์ฯ ยังมีเงินออมและเงินหุ้นจากสมาชิกกว่า 2 ล้านบาท&amp;nbsp; และสามารถให้สมาชิกที่เดือดร้อนกู้ยืมไปหมุนเวียนประกอบอาชีพหรือใช้จ่ายยามจำเป็นได้สูงสุด 50,000 บาท&amp;nbsp; โดยเสียดอกเบี้ยร้อยละ 1 บาทต่อเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(&amp;lsquo;ลุงล้วน&amp;rsquo; &amp;nbsp;สมาชิกบ้านมั่นคงผู้พิการแต่ใจยังแกร่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ &amp;lsquo;ล้วน&amp;nbsp; พุกนันทา&amp;rsquo;&amp;nbsp; อายุ 57 ปี&amp;nbsp; สมาชิกสหกรณ์เคหสถานตากสินฯ&amp;nbsp; รุ่นแรกๆ&amp;nbsp; อาศัยอยู่กับลูกหลาน&amp;nbsp; 10 คนเป็นบ้านชั้นเดียวขนาด 6X8 ตารางเมตร&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; ตนเองมีอาชีพรับจ้างทั่วไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเป็นคนงานของรีสอร์ทแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ชุมชน&amp;nbsp; เมื่อประมาณ 6 ปีก่อน&amp;nbsp; ขณะทำงานได้พลัดตกลงไปในบ่อบำบัดน้ำเสียของรีสอร์ท&amp;nbsp; จนถูกใบพัดของเครื่องตีน้ำตีกระดูกขาจนหัก&amp;nbsp; ต้องตัดขาทิ้ง 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้างและใส่ขาเทียม&amp;nbsp; และอีก 1 ข้างได้รับบาดเจ็บ&amp;nbsp; แต่ก็ยังพอทำงานรับจ้างได้&amp;nbsp; บางช่วงไม่มีงานก็ต้องค้างชำระค่าผ่อนบ้าน&amp;nbsp; ผ่อนประมาณเดือนละ 1,500 บาท&amp;nbsp; หากสหกรณ์มีงานหรือมีประชุมก็จะเข้าร่วมไม่ขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ตอนขาขาดก็รู้สึกใจหาย&amp;nbsp; แต่ไม่ท้อแท้&amp;nbsp; ยังมีกำลังใจ&amp;nbsp; เพราะยังมีครอบครัว&amp;nbsp; มีลูกหลานที่ต้องดูแลกันอยู่&amp;nbsp; ตอนนี้ก็อยากจะผ่อนบ้านให้หมดไวๆ จะได้ไม่มีภาระ&amp;nbsp; แต่ก็ดีใจที่มีบ้านเป็นของตัวเอง&amp;nbsp; ไม่ต้องเช่า&amp;nbsp; หรือบุกรุกที่ดินคนอื่น&amp;nbsp; ตอนนี้กำลังต่อเติมบ้านอีก 1 ห้อง&amp;nbsp; เพื่อลูกหลานจะได้อยู่กันสบาย&amp;nbsp; ไม่แออัด&amp;rdquo; ลุงล้วนกล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่คือเสี้ยวชีวิตส่วนหนึ่งของลุงล้วนที่พิการเพียงกาย&amp;nbsp; แต่ใจยังแข็งแกร่ง&amp;nbsp; พร้อมที่จะต่อสู้กับชีวิตต่อไป&amp;nbsp; เช่นเดียวกับสมาชิกบ้านมั่นคงตากสินที่ร่วมกันฝ่ามรสุม&amp;nbsp; จนมีบ้านใหม่ในวันนี้ !!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวชุมชนริมแม่น้ำมูล จ.อุบลราชธานี ต่อเรือ-แพ &amp;nbsp;27 ลำเตรียมรับภัยน้ำท่วม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย ธิปไตย&amp;nbsp; ฉายบุญครอง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(พิธีไหว้แม่ย่านางเรือและทดลองเดินเรือที่ต่อขึ้นมาของชาวชุมชนริมแม่น้ำมูล)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในจังหวัดอุบลราชธานี&amp;nbsp; โดยเฉพาะพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำมูลซึ่งเป็นแหล่งรองรับน้ำจากแม่น้ำสายหลักในภาคอีสาน&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; แม่น้ำชี (มีต้นกำเนิดที่ชัยภูมิ)&amp;nbsp; และแม่น้ำมูลตอนบน (มีต้นกำเนิดที่นครราชสีมา)&amp;nbsp; ไหลมาบรรจบกันที่แม่น้ำมูล (ตอนล่าง) ที่บริเวณ อ.วารินชำราบ&amp;nbsp; และ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี&amp;nbsp; ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่ อ.โขงเจียม&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หากปีใดมีพายุหรือมีปริมาณน้ำฝนมาก&amp;nbsp; แม่น้ำมูลที่ จ.อุบลราชธานีก็จะรองรับน้ำในปริมาณมากด้วย&amp;nbsp; ประกอบกับการพัฒนาพื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำมูล&amp;nbsp; มีสิ่งก่อสร้าง&amp;nbsp; มีการตัดถนน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; กีดขวางทางเดินของน้ำ&amp;nbsp; จึงทำให้พื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำมูลเกิดปัญหาน้ำท่วมอยู่บ่อยครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในช่วงปลายเดือนสิงหาคม-กันยายน 2562 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; พายุโซนร้อน 2 ลูกที่พัดกระหน่ำภาคอีสานทำให้มวลน้ำจากจังหวัดต่างๆ ไหลลงสู่แม่น้ำมูลหนักกว่าที่ผ่านมา&amp;nbsp; ทำให้มีบ้านเรือน ทรัพย์สิน&amp;nbsp; ไร่นา&amp;nbsp; และสัตว์เลี้ยงของประชาชนในพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำมูลได้รับความเสียหายหนักใน&amp;nbsp; 4 อำเภอ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; อำเภอเมือง&amp;nbsp; วารินชำราบ&amp;nbsp; สว่างวีระวงศ์&amp;nbsp; และดอนมดแดง &amp;nbsp;ได้รับความเสียหายกว่า 4,000 ครอบครัว&amp;nbsp; มีผู้เดือดร้อนกว่า 10,000 คน&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ในปี 2549&amp;nbsp; ชุมชนแออัดในเขตอำเภอเมืองและวารินชำราบจำนวน 19&amp;nbsp; ชุมชนได้รวมตัวกันเป็น &amp;lsquo;เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมืองจังหวัดอุบลราชธานี&amp;rsquo; (คปสม.) เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดิน&amp;nbsp; ที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; การพัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านต่างๆ &amp;nbsp;รวมทั้งปัญหาภัยพิบัติจากน้ำท่วม&amp;nbsp; ทำให้เครือข่ายฯ ตระหนักถึงปัญหาภัยน้ำท่วมที่เกิดขึ้นบ่อยๆ &amp;nbsp;ในพื้นที่ริมฝั่งลำน้ำมูล&amp;nbsp; จึงมีการเตรียมพร้อมต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จัดอบรมอาสาสมัครช่วยภัยน้ำท่วมในชุมชน&amp;nbsp; การสร้างที่พักชั่วคราว&amp;nbsp; สร้างโรงครัว&amp;nbsp; รวมทั้งต่อเรือเพื่อใช้อพยพในยามน้ำท่วม&amp;nbsp; จำนวน 4 ลำ&amp;nbsp; และได้นำมาใช้ในช่วงน้ำท่วมปี 2562 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อเรือ-แพ 27 ลำเตรียมรับภัยน้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จำนงค์ &amp;nbsp;จิตนิรัตน์ &amp;nbsp;ผู้ประสานงานเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมืองจังหวัดอุบลราชธานี (คปสม.) กล่าวว่า &amp;nbsp;การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ จ.อุบลราชธานีที่ผ่านมา &amp;nbsp;&amp;nbsp;หน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; เน้นการเยียวยาช่วยเหลือชาวบ้านภายหลังน้ำลด &amp;nbsp;แต่ไม่ได้ให้ชาวบ้านเรียนรู้วิธีการป้องกันและรับมือ &amp;nbsp;ซึ่งเมื่อหลายปีก่อนมูลนิธิชุมชนไทเข้ามาสนับสนุนให้ คปสม.นำภูมิปัญญาการต่อเรือของชุมชนท้องถิ่นมาสร้างเรือไว้รับมือเหตุการณ์น้ำท่วมที่ชุมชนคูสว่างและชุมชนหาดสวนสุข&amp;nbsp; อ.วารินชำราบ รวม &amp;nbsp;4 ลำ &amp;nbsp;เมื่อเกิดน้ำท่วมในปี 2562 &amp;nbsp;จึงนำเรือมาใช้อพยพผู้คนและทรัพย์สิน&amp;nbsp; ทำให้ช่วยลดความเสียหายลงได้มาก &amp;nbsp;แต่การช่วยเหลือทำได้ในวงจำกัด &amp;nbsp;เนื่องจากมีเรือจำนวนน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จึงคิดว่าหากชุมชนริมแม่น้ำที่เสี่ยงต่อน้ำท่วมต่อเรือไว้ใช้ขนข้าวของเครื่องใช้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;หรือมีแพใช้เก็บรักษาทรัพย์สิน 10 ครอบครัวต่อเรือ 1 ลำในทุกชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะช่วยลดผลกระทบได้เมื่อเข้าสู่ฤดูน้ำหลาก &amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งภายหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2562&amp;nbsp; คปสม.จึงประสานขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานและองค์กรต่างๆ&amp;nbsp; เพื่อให้ชุมชนริมสองฝั่งแม่น้ำมูลได้ต่อเรือเอาไว้ใช้ในยามน้ำท่วม&amp;nbsp; เพราะที่มีอยู่ 4 ลำยังไม่เพียงพอ&amp;rdquo;&amp;nbsp; จำนงค์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีหน่วยงานต่างๆ ร่วมสนับสนุนงบประมาณและอุปกรณ์ในการต่อเรือและแพตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จังหวัดอุบลราชธานี&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.&amp;nbsp; รวมทั้งเงินบริจาคจากประชาชน&amp;nbsp; ภาคเอกชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมเป็นเงินประมาณ&amp;nbsp; 900,000 บาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้นจึงมีการฝึกอบรมการต่อเรือ&amp;nbsp; มีวิทยากรมาช่วยสอน&amp;nbsp; และนำภูมิปัญญาเรื่องการต่อเรือของชาวบ้านที่สืบทอดต่อกันมาใช้เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพลำน้ำของแต่ละท้องที่&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในพื้นที่ที่มีกระแสน้ำไหลเชี่ยวจะต้องต่อหัวเรือให้สูงขึ้น &amp;nbsp;เพื่อให้เรือสู้กับกระแสน้ำเชี่ยว&amp;nbsp; &amp;nbsp;และหากพื้นที่ไหนที่ลำน้ำไม่ไหลเชี่ยวมากให้ลดส่วนหัวของเรือลง &amp;nbsp;เพื่อลดแรงปะทะของน้ำ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ทำให้เรือแล่นได้เร็วขึ้นและรับปริมาณน้ำหนักบรรทุกสิ่งของได้มากขึ้นด้วย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จนถึงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา&amp;nbsp; ชาวชุมชนต่างๆ ริมแม่น้ำมูลได้ช่วยกันต่อแพเสร็จแล้ว 1 ลำ&amp;nbsp; เป็นแพโครงสร้างเหล็ก&amp;nbsp; ขนาดกว้างยาวประมาณ&amp;nbsp; 6 X 6 เมตร&amp;nbsp; ใช้ถังพลาสติคขนาด 200 ลิตรช่วยพยุงแพ&amp;nbsp; สามารถบรรทุกคนได้ครั้งละ 40 คน&amp;nbsp; และเรือติดเครื่องยนต์อีก 26 ลำ (ในจำนวนนี้ 6 ลำ&amp;nbsp; เครือข่ายภัยพิบัติจากภาคใต้ช่วยกันสร้าง) &amp;nbsp;ขนาดกว้างยาวประมาณ&amp;nbsp; 1.40 X 6 เมตร&amp;nbsp; โครงสร้างเป็นเหล็ก&amp;nbsp; หล่อด้วยเรซิ่น&amp;nbsp; บรรทุกคนได้ประมาณ 10 -15 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; จำนงค์บอกว่า&amp;nbsp; เรือและแพที่ต่อใหม่&amp;nbsp; รวมทั้งที่มีอยู่เดิมประมาณ 30 ลำคงจะไม่เพียงพอต่อการอพยพชาวบ้านได้ทันท่วงที&amp;nbsp; เพราะมีชุมชนที่ตั้งอยู่ริมน้ำมูลและเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยประมาณ&amp;nbsp; 40 ชุมชน&amp;nbsp; หากจะให้เพียงพอจะต้องใช้เรืออีกประมาณ 300 ลำ&amp;nbsp; ซึ่งจะต้องหาช่องทางมาสนับสนุนชุมชนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm&quot;&gt;ภูมิปัญญาจากชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สุรชัย ศรีวัฒนานนท์ ช่างชุมชนเครือข่ายภัยพิบัติอุบลราชธานี&amp;nbsp; บอกว่า เดิมทีเดียวพวกเราเป็นช่างชุมชนอาสาในโครงการบ้านมั่นคงของ พอช. &amp;nbsp;มีความรู้พื้นฐานด้านงานช่างมาบ้างแล้ว &amp;nbsp;หลังน้ำท่วมปี 2562 จึงไปฝึกต่อเรือที่ชุมชนหาดสวนสุข ซึ่งมีช่างต่อเรือในชุมชน &amp;nbsp;เรียนรู้และปฏิบัติจริงไปพร้อมๆ กัน &amp;nbsp;ใช้ทีมงาน 3-4 คนต่อเรือ 1 ลำ &amp;nbsp;ใช้เวลานานประมาณ 15 วันจึงแล้วเสร็จ&amp;nbsp; เพราะตัวเรือทำจากเรซิน&amp;nbsp; ต้องรอให้น้ำยาในแต่ละชั้นแห้งก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ส่วนการออกแบบและขนาดของเรือก็ขึ้นอยู่กับแต่ละชุมชนว่าจะทำในรูปแบบใด &amp;nbsp;เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานและภูมิปัญญาของแต่ละชุมชน &amp;nbsp;โดยให้แต่ละชุมชนต่อเรือเอง&amp;nbsp; ชุมชนละ 1 ลำ&amp;nbsp; รองรับน้ำหนักได้ประมาณ 500-600 กิโลฯ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ใช้งบประมาณลำละ 50,000&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; และโดยปกติเรือทั่วไปจะไม่มีทุ่น &amp;nbsp;แต่เรือของเครือข่ายฯ ที่ชาวบ้านช่วยกันทำจะใส่ทุ่นบริเวณหัวและท้ายเรือเพื่อป้องกันเรือจมน้ำ&amp;nbsp; แม้ว่าเรือจะรั่วหรือเกิดอุบัติเหตุ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เรือก็จะไม่จมน้ำ &amp;nbsp;ยังสามารถลอยน้ำได้&amp;nbsp; ถือว่าเป็นภูมิปัญญาของชุมชน&amp;nbsp; และเป็นเรือลำแรกที่พวกเราสร้างขึ้นมา &amp;nbsp;เป็นประสบการณ์ใหม่ &amp;nbsp;ลำต่อไปจะพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น&amp;rdquo;&amp;nbsp; ช่างต่อเรือชุมชนรายนี้บอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้เมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา&amp;nbsp; เครือข่ายภัยพิบัติอุบลราชธานีร่วมกับพี่น้องชาวชุมชนจัดพิธีเชิญแม่ย่านางลงสู่แม่น้ำมูล&amp;nbsp; โดยนำเรือ &amp;nbsp;26 ลำ และแพ 1 ลำ&amp;nbsp; มาทำพิธีที่ท่าน้ำชุมชนหาดสวนยา &amp;nbsp;อ.วารินชำราบ &amp;nbsp;เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ชาวชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;lsquo;การไหว้แม่ย่านางเรือ&amp;rsquo; เป็นความเชื่อของชาวชุมชนริมแม่น้ำมูลว่า &amp;nbsp;เรือทุกลำมีแม่ย่านางเรือประทับอยู่ &amp;nbsp;เมื่อชาวบ้านจะออกเรือทุกครั้งจะทำการเซ่นไหว้แม่ย่านางเรือ &amp;nbsp;เพื่อเป็นการแสดงความเคารพสักการะ&amp;nbsp; ขอพรให้แม่ย่านางคุ้มครองให้รอดพ้นจากภัยต่างๆ&amp;nbsp; และมีโชคลาภในการทำมาหากิน&amp;nbsp; โดยเจ้าของเรือจะผูกด้ายขาว ด้ายแดง&amp;nbsp; และผ้าแดงไว้ที่หัวเรือ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เสนอ&amp;nbsp; 10 แนวทางเตรียมรับมือภัยน้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศราวุธ เผ่าภูรี ผู้ประสานงานเครือข่ายภัยพิบัติอุบลราชธานี &amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp; เรือและแพที่มีอยู่ในขณะนี้จะกระจายไปยังชุมชนต่างๆ &amp;nbsp;ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำมูล&amp;nbsp; ในเขตอำเภอเมือง &amp;nbsp;วารินชำราบ &amp;nbsp;สว่างวีระวงศ์ &amp;nbsp;และดอนมดแดง &amp;nbsp;หากเกิดน้ำท่วมจะได้นำเรือออกมาใช้ได้ทันที&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังเตรียมเรือ 2&amp;nbsp; ลำให้เป็นเรือกู้ภัย &amp;nbsp;ใช้เคลื่อนย้ายผู้ป่วย &amp;nbsp;หรือกรณีฉุกเฉินสามารถไปช่วยเหลือพื้นที่นำท่วมอื่นๆ ได้อีก&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เรือแต่ละลำจะมีอาสาสมัครประจำเรือ &amp;nbsp;5 คน &amp;nbsp;ดูแลความพร้อมเพื่อให้ใช้งานได้ตลอดเวลา &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีการฝึกซ้อมการขับเรือ &amp;nbsp;เพื่อให้เกิดความชำนาญ &amp;nbsp;มีกองทุนเรือในแต่ละชุมชนเพื่อเป็นค่าน้ำมันและดูแลรักษาเรือ&amp;nbsp; รวมทั้งมีการฝึกซ้อมแผนอพยพชาวบ้านด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; ศราวุธบอก&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศราวุธกล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; จากประสบการณ์น้ำท่วมซ้ำซาก&amp;nbsp; ชาวชุมชนและเครือข่ายฯ&amp;nbsp; จึงมีการระดมความคิดเห็น &amp;nbsp;และมีข้อเสนอแนวทางเพื่อลดความเสียหายจากภัยน้ำท่วมอย่างยั่งยืน &amp;nbsp;ดังนี้&amp;nbsp; 1.ให้เร่งรัด เร่งด่วน&amp;nbsp; การจ่ายค่าชดเชยความเสียหายจากน้ำท่วมเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยตามสิทธิ์ที่ชาวบ้านควรได้รับ&amp;nbsp; 2.ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย&amp;nbsp; สนับสนุนวัสดุ &amp;nbsp;อุปกรณ์ให้ชุมชน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;การต่อเรือ &amp;nbsp;สร้างแพลอยน้ำ &amp;nbsp;หอเตือนภัย เพื่อลดความสูญเสียจากภัยพิบัติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ให้รัฐบาลปรับปรุงกฎหมาย&amp;nbsp; และมีนโยบายส่งเสริมให้ชุมชนร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;การจัดตั้งครัวกลาง &amp;nbsp;โดยให้ผู้ประสบภัยได้ดูแลกันเองได้อย่างทั่วถึง เป็นธรรม พร้อมสนับสนุนงบประมาณไปสู่ชุมชนและท้องถิ่นในการบริหารจัดการภัยพิบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;4.จัดให้มีศูนย์ภัยพิบัติชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ประกอบด้วย &amp;nbsp;การฝึกให้มีอาสาสมัครภัยพิบัติชุมชน &amp;nbsp;มีข้อมูลเสี่ยงภัย &amp;nbsp;มีอุปกรณ์ เครื่องมือในการลดความเสี่ยง &amp;nbsp;5.จัดศูนย์อพยพให้มีมาตรฐาน &amp;nbsp;มีที่พัก &amp;nbsp;ห้องน้ำ &amp;nbsp;โรงครัว และอยู่ใกล้ชุมชนเดิม&amp;nbsp; 6.ปรับปรุง &amp;nbsp;จัดการระบบเตือนภัยและระบบข้อมูลให้มีเอกภาพ &amp;nbsp;มีข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว &amp;nbsp;และเข้าถึงชุมชนได้หลายช่องทาง &amp;nbsp;7.มีการจัดทำแผนชุมชนทุกมิติ &amp;nbsp;ไม่ใช่เพียงแผนภัยพิบัติเท่านั้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;8.จัดให้มีการสื่อสาร &amp;nbsp;เชื่อมโยง &amp;nbsp;ขยายเครือข่าย &amp;nbsp;เพื่อการเตือนภัยในระดับชุมชนและระดับเครือข่าย &amp;nbsp;9.นำการจัดการองค์ความรู้มาใช้ในการเตือนภัย &amp;nbsp;10.เพิ่มการมีส่วนร่วมของชุมชนในการทำแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในระดับจังหวัดและระดับประเทศ&amp;nbsp; ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่&amp;nbsp; จำนงค์ &amp;nbsp;จิตนิรัตน์ &amp;nbsp;ผู้ประสานงาน คปสม. กล่าวทิ้งท้ายว่า&amp;nbsp; เรือและแพที่ต่อใหม่&amp;nbsp; รวมทั้งที่มีอยู่เดิมประมาณ 30 ลำคงจะไม่เพียงพอต่อการอพยพชาวบ้านได้ทันท่วงที&amp;nbsp; เพราะมีชุมชนที่ตั้งอยู่ริมน้ำมูลและเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยประมาณ&amp;nbsp; 40 ชุมชน&amp;nbsp; หากจะให้เพียงพอ (10 ครอบครัวต่อเรือ 1 ลำ) จะต้องใช้เรืออีกประมาณ 300 ลำ&amp;nbsp; ซึ่งจะต้องหาช่องทางมาสนับสนุนชุมชนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างการนำประสบการณ์และบทเรียนจากปัญหาน้ำท่วมมาใช้เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ &amp;nbsp;รวมทั้งข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาระยะสั้นและระยะยาวของเครือข่ายภัยพิบัติอุบลราชธานี &amp;nbsp;โดยชุมชนเป็นแกนหลัก&amp;nbsp; และมีหน่วยงานต่างๆ ร่วมสนับสนุน&amp;nbsp; เพื่อจัดการภัยพิบัติได้อย่างยั่งยืน..!! &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70425</URL_LINK>
                <HASHTAG>จำนงค์  จิตนิรัตน์, บ้านมั่นคงสหกรณ์ตากสิน  จำกัด, พอช., ล้วน  พุกนันทา, แก้ว  สังข์ชู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200703/image_big_5eff05b5bea51.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55408</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/01/2020 18:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พลิกโฉมคลองเปรมประชากร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-left:108.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(สภาพบ้านเรือนริมคลองเปรมประชากรที่ทรุดโทรมและปลูกสร้างลงไปในคลอง)&amp;nbsp; &amp;nbsp; (ภาพกราฟฟิกสภาพชุมชนใหม่ริมคลองเปรมฯ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;คลองเปรมประชากรเป็นคลองสายแรกที่ขุดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อร่นระยะเวลาในการล่องเรือจากกรุงเทพฯ-บางปะอิน&amp;nbsp; รวมทั้งเพื่อขยายพื้นที่ทำนาสองฝั่งคลองออกไป&amp;nbsp; มีความยาวประมาณ 50&amp;nbsp; กิโลเมตร&amp;nbsp; กว้าง 12 เมตร&amp;nbsp; แต่ปัจจุบันสภาพลำคลองตื้นเขิน&amp;nbsp; น้ำเน่าเสีย&amp;nbsp; มีสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำคลองเป็นจำนวนมาก&amp;nbsp; ทำให้กีดขวางทางเดินของน้ำ&amp;nbsp; การระบายน้ำในคลองเปรมฯ จากทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและอ่าวไทยล่าช้าไม่มีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลจึงมีแผนฟื้นฟูคลองเปรมประชากรทั้งระบบ&amp;nbsp; ใช้งบ 4,448&amp;nbsp; ล้านบาท&amp;nbsp; โดยให้ กทม.-กรมโยธาธิการ-กรมชลประทาน&amp;nbsp; สร้างเขื่อนระบายน้ำและขุดลอกคลอง&amp;nbsp; เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ&amp;nbsp; ป้องกันน้ำท่วม&amp;nbsp; บำบัดน้ำเสีย &amp;nbsp;รวมทั้งพัฒนาโครงข่ายคมนาคมเชื่อมต่อรถ-ราง-เรือ &amp;nbsp;และให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; จัดทำแผนงานพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตรองรับประชาชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำคลองเปรมฯ ตามโครงการบ้านมั่นคง&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 38 ชุมชน&amp;nbsp; รวม 6,386 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; พลเอกประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา&amp;nbsp; นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธียกเสาเอกสร้างบ้านใหม่ให้แก่ชาวชุมชนประชาร่วมใจ 2 เขตจตุจักร&amp;nbsp; ที่ยินยอมพร้อมใจรื้อบ้านออกจากแนวคลองเปรมประชากรเป็นชุมชนแรก &amp;nbsp;เพื่อให้รัฐบาลเดินหน้าตามแผนงานการฟื้นฟูคลองเปรมฯ ทั้งระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลองสายแรกที่ขุดในสมัยรัชกาลที่ 5 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;คลองเปรมประชากรเป็นคลองสายแรกที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว &amp;nbsp;รัชกาลที่ 5&amp;nbsp; มีพระราชดำริให้ขุดขึ้นในปี พ.ศ. 2413&amp;nbsp; เพื่อเป็นคลองลัดเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าด้วยกัน&amp;nbsp; เริ่มจากคลองผดุงกรุงเกษมบริเวณหน้าวัดโสมนัสวิหาร &amp;nbsp;ไปทะลุแม่น้ำเจ้าพระยาที่อำเภอบางปะอิน &amp;nbsp;จังหวัดพระนครศรีอยุธยา &amp;nbsp;ระยะทางประมาณ &amp;nbsp;50.8 กิโลเมตร&amp;nbsp; มีความกว้างประมาณ 12 เมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีพระราชประสงค์เพื่อย่นระยะทางระหว่างกรุงเทพฯ&amp;nbsp; กับกรุงเก่า (อยุธยา) เนื่องจากเส้นทางแม่น้ำเจ้าพระยาเดิมเป็นทางน้ำอ้อมวกเวียนใช้เวลาเดินทางนาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเพื่อขยายพื้นที่การทำนาริมสองฝั่งคลอง&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะเดิมพื้นที่แถบนี้เป็นป่ารกเต็มไปด้วยโขลงช้างป่า &amp;nbsp;ไม่มีใครไปบุกเบิกถากถาง&amp;nbsp; เพราะไม่มีคลองน้ำ&amp;nbsp; เมื่อขุดคลองขึ้นมาแล้ว&amp;nbsp; ประชาชนจะได้มีความสะดวกสบาย&amp;nbsp; ทั้งด้านการทำมาค้าขายและการสัญจรไปมา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังที่พระองค์ทรงบันทึกเอาไว้ว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;จะให้ราษฎรได้ความเย็นใจ&amp;nbsp; ราษฎรชายหญิง&amp;nbsp; ทั้งคฤหัฐ&amp;nbsp; บรรพชิต&amp;nbsp; ลูกค้าวานิชและต่างภาษา&amp;nbsp; ค้าขายขึ้นล่องคลองนี้โดยสะดวกทุกท่าน&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงโปรดเกล้าฯ จ้างแรงงานคนจีนมาขุด&amp;nbsp; ใช้เวลาขุด 16 เดือน &amp;nbsp;ใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 2,544 ชั่ง&amp;nbsp; 2 ตำลึง (ประมาณ 203,520 บาท) &amp;nbsp;และพระราชทานนามว่า &amp;ldquo;คลองสวัสดิ์เปรมประชากร&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการขุดคลองครั้งนั้นได้มีการปักหมุดหมายริมคลองเปรมฯ จากคลองผดุงกรุงเกษมถึงพระนครศรีอยุธยา&amp;nbsp; เพื่อบอกระยะทางทุกๆ 100&amp;nbsp; เส้น&amp;nbsp; หรือ 4 กิโลเมตร&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 13&amp;nbsp; หลัก&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ปัจจุบันหลักหมุดทั้งหมดได้หายไป&amp;nbsp; เหลือเพียงแต่ชื่อ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; หลักสี่ &amp;nbsp;(กรุงเทพฯ) &amp;nbsp;และหลักหก (รังสิต)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;แผนฟื้นฟูคลองเปรมฯ ทั้งระบบ&amp;nbsp; ใช้งบ 4,448&amp;nbsp; ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในปี 2554&amp;nbsp; สาเหตุหนึ่งมาจากการระบายน้ำในคลองสายหลักในกรุงเทพฯ ไม่มีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; เนื่องจากมีบ้านเรือนปลูกสร้างรุกล้ำลำคลองจำนวนมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้ลำคลองคับแคบ&amp;nbsp; ตื้นเขิน&amp;nbsp; ในปี 2555&amp;nbsp; คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทก (กบอ.) ได้เสนอแผนงานการแก้ไขปัญหาและป้องกันน้ำท่วม&amp;nbsp; โดยจะมีการสร้างเขื่อนระบายน้ำและขุดลอกคลองในลำคลองสายหลักในกรุงเทพฯ&amp;nbsp; จำนวน 9 แห่ง&amp;nbsp; แต่รัฐบาลในขณะนั้นยังไม่ได้ดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมารัฐบาล คสช.&amp;nbsp; โดยพลเอกประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา&amp;nbsp; ได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการสิ่งก่อสร้างรุกล้ำลำน้ำสาธารณะ&amp;nbsp; มีพลเอกประวิตร&amp;nbsp; วงษ์สุวรรณ&amp;nbsp; เป็นประธาน&amp;nbsp; เริ่มดำเนินการในคลองลาดพร้าวและคลองบางซื่อเป็นแห่งแรกในปี 2559&amp;nbsp; โดยกรุงเทพมหานครรับผิดชอบก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำในคลองลาดพร้าวฯ เพื่อป้องกันน้ำท่วม &amp;nbsp;ระยะทางทั้งสองฝั่งประมาณ 45 กิโลเมตร&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) จัดทำโครงการรองรับที่อยู่อาศัยของประชาชนที่สร้างบ้านเรือนรุกล้ำคลอง&amp;nbsp; จำนวน 50 ชุมชน&amp;nbsp; รวม 7,069 ครัวเรือน &amp;nbsp;(ขณะนี้ดำเนินการไปแล้ว &amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp; 35 ชุมชน&amp;nbsp; รวม 3,308&amp;nbsp; ครัวเรือน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคลองเปรมประชากร&amp;nbsp; คณะรัฐมนตรี (รัฐบาล คสช.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2562 &amp;nbsp;เห็นชอบ &amp;lsquo;แผนแม่บทโครงสร้างพื้นฐานระบบคลองและการพัฒนาชุมชนริมคลองเปรมประชากร&amp;rsquo; &amp;nbsp;ระยะเวลาดำเนินการ 9 ปี (พ.ศ.2562-2570) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ&amp;nbsp; ป้องกันน้ำท่วม&amp;nbsp; และบำบัดน้ำเสียในคลองเปรมประชากรทั้งระบบ&amp;nbsp; ความยาวทั้งหมด 50.8 กิโลเมตร&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตหลักสี่และจิตอาสาช่วยกันเก็บขยะในคลองเปรม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้เนื่องจากคลองเปรมฯ เป็นลำคลองที่รับน้ำมาจากทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ&amp;nbsp; จากอยุธยา-ปทุมธานี-ลงมาถึงกรุงเทพฯ และไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและอ่าวไทย&amp;nbsp; โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานตามแผนงานหลักระยะเร่งด่วน &amp;nbsp;ปี 2562-2565&amp;nbsp; จำนวน 4 โครงการ&amp;nbsp; วงเงิน&amp;nbsp; 4,448 ล้านบาท&amp;nbsp; ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;1.กรุงเทพมหานครดำเนินโครงการก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำ&amp;nbsp; จากถนนเทศบาลสงเคราะห์ &amp;ndash; สุดเขต กทม. &amp;nbsp;ระยะทางทั้งสองฝั่ง 27.2 &amp;nbsp;กิโลเมตร&amp;nbsp; วงเงิน 3,443 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;2.กรมโยธาธิการและผังเมืองดำเนินโครงการก่อสร้างเขื่อนคลองเปรมประชากรจากคลองบ้านใหม่ &amp;ndash; คลองรังสิตประยูรศักดิ์ &amp;nbsp;วงเงิน 980 ล้านบาท &amp;nbsp;ขณะนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาและออกแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;3. กรมชลประทานดำเนินการขุดลอกคลองเปรมประชากรในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี&amp;nbsp; จากคลองรังสิตประยูรศักดิ์ &amp;ndash; คลองเชียงรากน้อย &amp;nbsp;ระยะทาง 15.3 กิโลเมตร &amp;nbsp;&amp;nbsp;วงเงิน 16 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;4. ขุดลอกคลองเปรมประชากรในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา &amp;nbsp;จากคลองเชียงรากน้อย &amp;ndash; สถานีสูบน้ำเปรมเหนือบางปะอิน &amp;nbsp;ระยะทาง 8.1 กิโลเมตร &amp;nbsp;วงเงิน 9 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ทั้งนี้ในช่วงปี 2562 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; กรุงเทพมหานครได้ก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำช่วงแรก&amp;nbsp; จากคลองบ้านใหม่ถึงหมู่บ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แกรนด์คาแนล&amp;nbsp; เขตดอนเมือง&amp;nbsp; ระยะทางประมาณ 460 เมตรเสร็จแล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 4.5pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ภาพกราฟฟิกประตูระบายน้ำคลองเปรมฯ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้&amp;nbsp; กรุงเทพมหานครยังมีโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำใต้คลองเปรมประชากรลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ระยะทาง 13.5 กิโลเมตร&amp;nbsp; มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 5.7 เมตร &amp;nbsp;สามารถระบายน้ำได้ประมาณ 60 ลูกบาศก์เมตร/วินาที&amp;nbsp; จะดำเนินการในปีงบประมาณ 2563-2567 &amp;nbsp;ใช้งบประมาณ 9,800 ล้านบาท &amp;nbsp;เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำในพื้นที่เขตดอนเมือง &amp;nbsp;เขตหลักสี่ &amp;nbsp;เขตบางเขน &amp;nbsp;เขตจตุจักร &amp;nbsp;ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 650 ตารางกิโลเมตร &amp;nbsp;เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่&amp;nbsp; รวมถึงยังช่วยรับน้ำฝนที่ระบายในพื้นที่กรุงเทพมหานครและพื้นที่ข้างเคียง คือ&amp;nbsp; นนทบุรีและปทุมธานี และสามารถสูบน้ำกลับเพื่อเจือจางน้ำเสียในคลองเปรมประชากรได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;ldquo;คืนบ้านใหม่ให้พี่น้อง&amp;nbsp; คืนสายคลองให้ส่วนรวม&amp;rdquo;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พอช.สนับสนุนการสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; 6,836 ครัวเรือน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 4.5pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ภาพกราฟฟิกบ้านใหม่ของชาวชุมชนริมคลองเปรมประชากร)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากแผนการฟื้นฟูคลองเปรมประชากรดังกล่าวแล้ว&amp;nbsp; การพัฒนาคลองเปรมฯ ทั้งระบบยังรวมถึงการพัฒนาชุมชนริมคลองเปรมฯ และพื้นที่ริมคลองด้วย &amp;nbsp;โดยการออกแบบวางผังพื้นที่ริมคลองให้องค์ประกอบต่างๆ &amp;nbsp;มีความสอดคล้องกัน &amp;nbsp;คือการพัฒนาที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;&amp;nbsp;การจัดระบบสาธารณูปโภคและผังเมือง &amp;nbsp;&amp;nbsp;การปรับปรุงภูมิทัศน์&amp;nbsp; การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;แผนพัฒนาจุดเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ &amp;nbsp;ล้อ (รถยนต์) &amp;ndash; ราง (รถไฟ-รถไฟฟ้า) &amp;ndash; เรือ &amp;ndash; ทางจักรยาน &amp;nbsp;&amp;nbsp;และแผนพัฒนาการท่องเที่ยววิถีชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชุมชนริมคลอง&amp;nbsp; จะต้องรื้อย้ายบ้านเรือนที่รุกล้ำคลองเปรมฯ และวางผังเพื่อจัดระเบียบที่อยู่อาศัยใหม่&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดำเนินการตามโครงการบ้านมั่นคงของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;&amp;nbsp; เช่นเดียวกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยรองรับประชาชนในคลองลาดพร้าวและคลองบางซื่อ&amp;nbsp; พร้อมระบบสาธารณูปโภคต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มีระบบการจัดการน้ำเสียในครัวเรือน&amp;nbsp; การจัดการขยะ&amp;nbsp; มีศูนย์เด็กเล็ก&amp;nbsp; ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศูนย์ฝึกอาชีพ&amp;nbsp; ศูนย์การเรียนรู้&amp;nbsp; ลานกีฬา&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เพื่อให้ประชาชนมีสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ธนัช&amp;nbsp; นฤพรพงศ์&amp;nbsp; ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; มีชุมชนริมคลองเปรมฯ จำนวน&amp;nbsp; 32 ชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; อยู่ในเขตจตุจักร&amp;nbsp; หลักสี่&amp;nbsp; และดอนเมือง&amp;nbsp; และอีก&amp;nbsp; 6 หมู่บ้านอยู่ในเขต จ.ปทุมธานี&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 6,386&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; ซึ่งชุมชนเหล่านี้สามารถอยู่อาศัยในที่ดินเดิมได้ทั้งหมด&amp;nbsp; แต่จะต้องรื้อบ้านออกจากพื้นที่ริมคลองและแนวก่อสร้างเขื่อนฯ&amp;nbsp; เพื่อปรับผังชุมชนแล้วก่อสร้างบ้านใหม่ทั้งหมด&amp;nbsp; เพื่อให้ทุกครอบครัวอยู่ในชุมชนเดิมได้&amp;nbsp; โดยได้รับสิทธิในที่ดินเท่ากันทุกครัวเรือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เบื้องต้นขนาดบ้านและแบบบ้านจะมีทั้งบ้านชั้นเดียวและสองชั้น&amp;nbsp; ขนาด 4x7 และ 5x6 ตารางเมตร&amp;nbsp; ตามขนาดพื้นที่ของชุมชน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ส่วนงบประมาณที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ จะสนับสนุนการก่อสร้างบ้านใหม่จะเหมือนกับที่ดำเนินการในชุมชนริมคลองลาดพร้าวและคลองบางซื่อ&amp;nbsp; โดยแบ่งเป็น 1.การปรับปรุงสาธารณูปโภค&amp;nbsp; อุดหนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; เป็นต้น&amp;nbsp; รวมครัวเรือนละ 147,000 บาท&amp;nbsp; 2.งบสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; วงเงินครัวเรือนละไม่เกิน 360,000 บาท &amp;nbsp;ผ่อนชำระ 20 ปี &amp;nbsp;อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4%&amp;rdquo;&amp;nbsp; ธนัชแจงรายละเอียดการสนับสนุนของ พอช.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พลเอกประยุทธ์เป็นประธานยกเสาเอกสร้างบ้านใหม่ชุมชนริมคลองเปรมฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้เมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; พลเอกประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา&amp;nbsp; นายกรัฐมนตรีและคณะ&amp;nbsp; ได้เดินทางมาประธานพิธียกเสาเอกสร้างบ้านใหม่ให้แก่ชาวชุมชนประชาร่วมใจ 2 เขตจตุจักร&amp;nbsp; ซึ่งเป็นชุมชนแรกที่มีการรื้อย้ายและสร้างบ้านใหม่จำนวนทั้งหมด 210 ครัวเรือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยจะเริ่มสร้างบ้านเฟสแรกแรกจำนวน&amp;nbsp; 20&amp;nbsp; หลัง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(พลเอกประยุทธ์ประธานพิธียกเสาเอกบ้านมั่นคงริมคลองเปรมฯ หลังแรก)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พลเอกประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา&amp;nbsp; นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า&amp;nbsp; ชุมชนประชาร่วมใจ 2 &amp;nbsp;เป็นชุมชนแรกในคลองเปรมประชากรที่มีการพัฒนา&amp;nbsp; จากเดิมที่ชุมชนอยู่อาศัยอย่างไม่ถูกต้อง&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐบาลก็ทำให้พี่น้องได้เช่าที่ดินอย่างถูกต้อง&amp;nbsp; เป็นบ้านที่ถูกกฎหมาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมอบสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุ&amp;nbsp; เพื่อสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัย&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยทุกคนภายในปี 2579&amp;nbsp; &amp;nbsp;และนอกจากจะดำเนินการพัฒนาในคลองเปรมประชากรและคลองลาดพร้าวแล้ว&amp;nbsp; ต่อไปก็จะพัฒนาคลองสายอื่นในกรุงเทพฯ &amp;nbsp;รวมทั้งหมด 9 คลองด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;โครงการนี้เป็นโครงการที่มีความสำคัญ&amp;nbsp; เป็นโครงการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว&amp;nbsp; ที่จะทำให้คูคลองมีความสะอาด&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยให้ทุกฝ่าย&amp;nbsp; ทุกหน่วยงานช่วยกันขับเคลื่อน&amp;nbsp; ร่วมมือกันพัฒนา&amp;nbsp; เหมือนกับคลองลาดพร้าว&amp;nbsp; ทำให้บ้านน่าอยู่มีความสวยงาม&amp;nbsp; ซึ่งต่อไปชุมชนจะต้องทำเรื่องท่องเที่ยว&amp;nbsp; ทำเรื่องอาชีพ&amp;nbsp; และเรื่องสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; และให้ปลูกต้นไม้&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีสถานที่ให้เด็กได้พักผ่อน&amp;nbsp; มีที่ค้าขาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; และให้ทุกคนช่วยกันดูแลคลอง&amp;nbsp; เพื่ออนาคตของลูกหลานต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; พลเอกประยุทธ์กล่าวย้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้มอบสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุ เนื้อที่ 10 ไร่เศษ&amp;nbsp; และมอบใบอนุญาตก่อสร้างบ้านจำนวน 210&amp;nbsp; หลังให้แก่ผู้แทนชุมชนประชาร่วมใจ 2&amp;nbsp; ส่วนการก่อสร้างบ้านเฟสแรกจำนวน 20 หลัง&amp;nbsp; จะใช้เวลาประมาณ 8 เดือน&amp;nbsp; หลังจากนั้นจะทยอยสร้างในเฟสต่อไป&amp;nbsp; รวมทั้งชุมชนอื่นๆ ที่มีความพร้อมก็จะทยอยรื้อย้ายเพื่อก่อสร้างบ้านใหม่ภายในปีนี้&amp;nbsp; ตามแผนงานการก่อสร้างบ้านในชุมชนริมคลองเปรมฯ ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปทุมธานีทั้งหมด 6,386 ครัวเรือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;จะแล้วเสร็จภายในปี 2565&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(บ้านมั่นคงริมคลองลาดพร้าวและเขื่อนระบายน้ำที่สร้างเสร็จแล้ว)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ชุมชนประชาร่วมใจ 2 เป็นชุมชนแห่งแรกในคลองเปรมประชากรที่ชาวชุมชนร่วมใจกันรื้อบ้านออกจากแนวคลองเพื่อให้รัฐบาลดำเนินการพัฒนาคลองเปรมฯ ทั้งระบบ&amp;nbsp; โดยก่อนหน้านี้หน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พอช.&amp;nbsp; กองทัพภาคที่ 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ&amp;nbsp; กรุงเทพมหานคร&amp;nbsp; กรมธนารักษ์&amp;nbsp; กรมส่งเสริมสหกรณ์&amp;nbsp; สำนักงานเขตต่างๆ&amp;nbsp; และหน่วยงานในท้องถิ่นจังหวัดปทุมธานี&amp;nbsp; ได้ร่วมกันจัดเวทีประชุมสร้างความเข้าใจกับชาวชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีชุมชนที่เข้าร่วมทั้งหมด&amp;nbsp; 32 ชุมชนในเขตกรุงเทพฯ&amp;nbsp; และ 6 หมู่บ้านในเขต จ.ปทุมธานี&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 6,386 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาคลองเปรมฯ ทั้งหมดนี้&amp;nbsp; จะต้องรื้อย้ายบ้านเรือนออกจากแนวคลองและแนวก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำ&amp;nbsp; และปรับผังชุมชนเพื่อก่อสร้างบ้านและชุมชนใหม่ในที่ดินเดิม&amp;nbsp; โดยชุมชนจะต้องรวมตัวกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์เคหสถานเพื่อให้มีสถานะเป็นนิติบุคคลและร่วมกันบริหารจัดการโครงการ&amp;nbsp; และทำสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุจากกรมธนารักษ์อย่างถูกต้อง&amp;nbsp; เปลี่ยนสถานะจากผู้บุกรุกเป็นชุมชนที่เช่าที่ดินอย่างถูกกฎหมาย&amp;nbsp; ระยะเวลาเช่าช่วงแรก 30 ปี&amp;nbsp; อัตราค่าเช่าผ่อนปรน (ประมาณ 1.50-3 บาท/เดือน/ตารางวา)&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนรูปแบบบ้านมีหลายขนาดเพื่อให้ชาวชุมชนได้ร่วมออกแบบและเลือกให้ตรงกับความต้องการ&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นบ้านแถว&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; บ้านแถวชั้นเดียว&amp;nbsp; ขนาด 4 X 7 ตารางเมตร&amp;nbsp; ราคา 290,000 บาท&amp;nbsp; ผ่อนชำระเดือนละ 1,500 บาท&amp;nbsp; บ้านแถวสองชั้น&amp;nbsp; ขนาด 4 X 7 ตารางเมตร&amp;nbsp; ราคา 450,000 บาท&amp;nbsp; ผ่อนชำระเดือนละ 2,600 บาท&amp;nbsp; บ้านแถวสองชั้น&amp;nbsp; ขนาด 5 X 6 ตารางเมตร&amp;nbsp; ราคา 450,000 บาท&amp;nbsp; ผ่อนชำระเดือนละ 2,600 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระยะเวลาผ่อนชำระ 20 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;เปิดใจเจ้าของบ้านหลังแรก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สมร&amp;nbsp; จันทร์ฉุน&amp;nbsp; ผู้นำชุมชน&amp;nbsp; ในฐานะประธานสหกรณ์เคหสถานประชาร่วมใจ 2&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ชาวบ้านในชุมชนรู้สึกตื่นเต้นและปลื้มใจที่นายกฯ เห็นความสำคัญในการพัฒนาชุมชนริมคลอง&amp;nbsp; และมาเป็นประธานในพิธียกเสาเอกสร้างบ้านใหม่ซึ่งหากสร้างบ้านเสร็จแล้ว&amp;nbsp; ชาวชุมชนก็จะร่วมกันฟื้นฟูคลอง&amp;nbsp; เพราะเมื่อก่อนน้ำในคลองยังสะอาด&amp;nbsp; ชาวบ้านตักน้ำในคลองมาใช้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตักใส่ตุ่มแล้วเอาสารส้มแกว่งให้ตกตะกอน&amp;nbsp; ในคลองก็ยังมีคนปลูกผักบุ้งขาย&amp;nbsp; แต่เดี๋ยวนี้เน่าสนิท&amp;nbsp; จึงอยากช่วยกันฟื้นฟูคลองให้ดีเหมือนเดิม&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ส่วนเรื่องการพัฒนาชุมชน&amp;nbsp; เราก็จะเว้นพื้นที่เพื่อให้มีสถานที่ออกกำลังกาย&amp;nbsp; มีสวนหย่อมเป็นที่พักผ่อน&amp;nbsp; รวมทั้งส่งเสริมอาชีพชาวชุมชนเพื่อให้มีรายได้&amp;nbsp; โดยเฉพาะคนที่อยู่บ้านเฉยๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่มีงานทำ&amp;nbsp; รวมทั้งผู้สูงอายุ&amp;nbsp; เราจะประสานกับหน่วยงานให้เข้ามาส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้นำชุมชนกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มณีรัตน์ ภู่บำรุง&amp;nbsp; เจ้าของบ้านหลังแรกที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธียกเสาเอกสร้างบ้าน&amp;nbsp; เล่าว่า &amp;nbsp;อาศัยอยู่ที่ชุมชนประชาร่วมใจ 2 มานานกว่า 30 ปี&amp;nbsp; อาชีพค้าขายข้าวเหนียวหมูปิ้ง &amp;nbsp;สมาชิกในครอบครัวมีทั้งหมด 5 คน &amp;nbsp;เมื่อก่อนคนยังอยู่ไม่เยอะ&amp;nbsp;&amp;nbsp; น้ำในคลองจะใส&amp;nbsp; ไม่ดำเหมือนปัจจุบัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(เจ้าของบ้านหลังแรก)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเรื่องบ้านมั่นคง&amp;nbsp; ชาวบ้านที่นี่ได้ไปดูตัวอย่างที่คลองลาดพร้าว&amp;nbsp; เห็นแล้วเราก็อยากได้บ้านแบบนั้นบ้าง&amp;nbsp; เพราะมันสวยและดูเป็นระเบียบ&amp;nbsp; ส่วนสภาพบ้านของเราก็เก่าและทรุดโทรมแล้ว&amp;nbsp; เพราะอยู่กันมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ &amp;nbsp;จึงพร้อมใจเข้าร่วมโครงการ&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกไม่กี่เดือนก็จะได้บ้านหลังใหม่&amp;nbsp; เป็นบ้านแถว 2 ชั้น&amp;nbsp; ขนาด 4&amp;times;7 &amp;nbsp;ตารางเมตร&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผ่อนชำระให้สหกรณ์ฯ เดือนละ 2,820 บาท &amp;nbsp;ราคาบ้านทั้งหลังประมาณ 430,000 บาท &amp;nbsp;ซึ่งถือว่าเป็นราคาบ้านที่ไม่แพงมาก&amp;nbsp; เรามีกำลังที่จะส่งไหว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ดีใจมากที่นายกฯ มาเป็นประธานลงเสาเอกให้&amp;nbsp; และรู้สึกดีใจที่ได้บ้านในโครงการนี้ &amp;nbsp;อยากขอบคุณรัฐบาลและทุกหน่วยงานที่เข้ามาช่วยเหลือโครงการนี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เพราะแต่ก่อนที่เราอยู่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;มันไม่ใช่ที่ของเรา &amp;nbsp;ตอนนี้เราได้บ้านมั่นคงมาเป็นบ้านของเรา เป็นที่ของเราถูกต้องตามกฎหมาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาไล่ที่เรา&amp;rdquo;&amp;nbsp; เจ้าของบ้านหลังแรกบอกถึงความรู้สึก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;9 ขั้นตอนสร้าง &amp;lsquo;บ้านมั่นคงริมคลอง&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการ &amp;nbsp;&amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo; ของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ พอช. ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2546&amp;nbsp; มีหลักการสำคัญ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; &amp;ldquo;ให้ชาวบ้านหรือผู้ที่เดือดร้อนรวมตัวกันเพื่อแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; ส่วน พอช. รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นฝ่ายสนับสนุน&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จนถึงปัจจุบัน พอช.สนับสนุนโครงการบ้านมั่นคงไปแล้วทั้งในเมืองและชนบททั่วประเทศ&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 1,231 โครงการ จำนวน 112,777 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ธนัช&amp;nbsp; นฤพรพงศ์&amp;nbsp; ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง  พอช.&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; โครงการบ้านมั่นคงในคลองลาดพร้าวและคลองบางซื่อ&amp;nbsp; รวมทั้งคลองเปรมประชากร&amp;nbsp; ต่างก็มีกระบวนการพัฒนาที่อยู่อาศัยเหมือนกัน&amp;nbsp; โดยมีกระบวนการ 9 ขั้นตอน&amp;nbsp; ดังนี้&amp;nbsp; 1.สร้างการรับรู้และสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่&amp;nbsp; โดย พอช.จะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ชี้แจงสร้างความเข้าใจกับชาวชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;2.ทบทวนข้อมูลชุมชน&amp;nbsp; โดย พอช.ร่วมกับชุมชน&amp;nbsp; สำรวจข้อมูลครัวเรือนและชุมชน&amp;nbsp; สำรวจปัญหาและความต้องการของชุมชน&amp;nbsp; จำนวนผู้ที่มีสิทธิ์เข้าร่วมพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;3.จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์และสหกรณ์เคหสถาน&amp;nbsp; เพื่อสร้างวินัยการออมและเป็นทุนในการสร้างบ้าน&amp;nbsp; และจดทะเบียนเป็นสหกรณ์เคหสถาน&amp;nbsp; เพื่อให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล&amp;nbsp; สำหรับทำนิติกรรมสัญญา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เช่าที่ดินราชพัสดุ&amp;nbsp; และบริหารจัดการโครงการ&amp;nbsp; โดยมีคณะกรรมการที่มาจากชาวชุมชน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;4.รังวัด&amp;nbsp; เช่าที่ดิน&amp;nbsp; ออกแบบ&amp;nbsp; วางผังชุมชน&amp;nbsp; เนื่องจากพื้นที่ชุมชนริมคลองมีเนื้อที่และจำนวนครัวเรือนไม่เท่ากัน&amp;nbsp; บ้านบางหลังมีเนื้อที่มาก&amp;nbsp; จึงต้องรังวัดและออกแบบให้ทุกครอบครัวสามารถอยู่ในชุมชนเดิมได้&amp;nbsp; โดยทุกครอบครัวจะได้สิทธิ์ในที่ดินเท่ากัน&amp;nbsp; และออกแบบผังชุมชนให้ตรงกับความต้องการของชาวชุมชน&amp;nbsp; และที่สำคัญคือการเช่าที่ดินราชพัสดุอย่างถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;5.อนุมัติโครงการและงบประมาณ&amp;nbsp; ชุมชนที่จัดทำกระบวนการตามข้อ 1-4 เสร็จแล้ว&amp;nbsp; จะต้องส่งโครงการเข้ามาเพื่อให้ พอช.อนุมัติโครงการและงบประมาณ&amp;nbsp; 6.ขออนุญาตก่อสร้างบ้าน&amp;nbsp; รื้อบ้าน&amp;nbsp; รื้อระบบประปา&amp;nbsp; ไฟฟ้า&amp;nbsp; จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมสร้างบ้านสร้างชุมชนใหม่&amp;nbsp; 7.เบิกจ่ายงบประมาณ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;8.ก่อสร้างบ้านและสาธารณูปโภค&amp;nbsp; โดยสหกรณ์เคหสถานที่ชุมชนจัดตั้งขึ้นมาจะบริหารจัดการก่อสร้าง&amp;nbsp; โดยการจ้างผู้รับเหมา&amp;nbsp; และมีคณะกรรมการตรวจสอบ&amp;nbsp; ตรวจรับงาน&amp;nbsp; 9.พัฒนาคุณภาพชีวิตทุกมิติ&amp;nbsp; หลังจากสร้างบ้านเสร็จทั้งชุมชน&amp;nbsp; แต่ละชุมชนจะมีแผนการพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ด้านสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ปลูกต้นไม้&amp;nbsp; ปรับภูมิทัศน์&amp;nbsp; จัดการขยะ&amp;nbsp; บำบัดน้ำเสีย&amp;nbsp; ส่งเสริมอาชีพและกิจกรรมต่างๆ&amp;nbsp; ทั้งเด็ก&amp;nbsp; เยาวชน&amp;nbsp; แม่บ้าน&amp;nbsp; ผู้สูงอายุ&amp;nbsp; และผู้พิการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;โครงการบ้านมั่นคงริมคลองนี้เมื่อแล้วเสร็จ&amp;nbsp; จะทำให้ชาวชุมชนที่เคยรุกล้ำคลอง&amp;nbsp; ก่อสร้างบ้านไม่ถูกต้องตามกฎหมาย&amp;nbsp; เปลี่ยนมาเป็นผู้อยู่อาศัยอย่างถูกต้อง&amp;nbsp; โดยการเช่าที่ดินราชพัสดุจากกรมธนารักษ์&amp;nbsp; และได้รับใบอนุญาตก่อสร้างบ้าน&amp;nbsp; เมื่อสร้างบ้านแล้วเสร็จ&amp;nbsp; ชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะร่วมกันสนับสนุนการพัฒนาชุมชนในทุกมิติ&amp;nbsp; รวมทั้งจะร่วมกันฟื้นฟูและดูแลคลองให้มีสภาพดีขึ้น&amp;nbsp; เป็นการคืนบ้านใหม่ให้พี่น้อง&amp;nbsp; คืนสายคลองให้ส่วนรวมอย่างแท้จริง&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง  พอช.กล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชนเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.เข้าสภาฯ&amp;nbsp;เพื่อยกระดับกองทุนฯ ให้เข้มแข็งมี กม.รองรับเป็นระบบสวัสดิการของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(การจัดงาน &amp;lsquo;พลังสวัสดิการชุมชน &amp;nbsp;เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 2020&amp;rsquo; เมื่อเร็วๆ นี้ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมสวัสดิการฯ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชนเตรียมเสนอ &amp;lsquo;ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมสวัสดิการของชุมชน พ.ศ......&amp;rsquo; เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อยกระดับสวัสดิการชุมชนให้เข้มแข็ง &amp;nbsp;มีกฎหมายรองรับเป็นระบบหนึ่งของสวัสดิการสังคมของประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; เปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาสนับสนุนกิจการของกองทุนได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่มีกองทุนสวัสดิการชุมชนเกิดขึ้นทั่วประเทศแล้ว 5,997 กองทุน&amp;nbsp; มีเงินกองทุนรวมกัน 15,987 ล้านบาท&amp;nbsp; ช่วยเหลือสมาชิกตั้งแต่เกิด-ตายรวมเป็นเงินกว่า 2,100 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สวัสดิการสังคมถือเป็นเรื่องใหม่ของสังคมไทย&amp;nbsp; เพราะแต่ไหนแต่ไรมา&amp;nbsp; กลุ่มคนที่จะมีสวัสดิการช่วยเหลือในยามเจ็บไข้ได้ป่วย&amp;nbsp; เสียชีวิต&amp;nbsp; ช่วยเหลือบุตร&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ส่วนใหญ่คือข้าราชการ&amp;nbsp; พนักงานรัฐวิสาหกิจ&amp;nbsp; พนักงานบริษัทเอกชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนชาวไร่&amp;nbsp; ชาวนา&amp;nbsp; ชาวบ้านธรรมดาๆ ประชาชนที่ไร้สังกัดทั้งในเมืองและชนบท&amp;nbsp; ล้วนแต่ไม่มีสวัสดิการใดๆ มารองรับ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พวกเขาจึงได้ตั้งกลุ่มขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือกันเอง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์&amp;nbsp; กลุ่มฌาปนกิจ&amp;nbsp; กลุ่มผู้สูงอายุ&amp;nbsp; กลุ่มเกษตรกร&amp;nbsp; กลุ่มอาชีพต่างๆ&amp;nbsp; โดยการสะสมเงินเข้ากองทุนร่วมกัน&amp;nbsp; แล้วนำเงินกองทุนมาบริหารจัดการ&amp;nbsp; ช่วยเหลือสมาชิกตามวัตถุประสงค์ของกลุ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการอย่างเป็นทางการของภาคประชาชน&amp;nbsp; เริ่มขึ้นในช่วงปี 2548&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;&amp;nbsp; สนับสนุนให้ชาวบ้านในชุมชนต่างๆ รวมกลุ่มกันจัดตั้งกองทุนสวัสดิการในระดับตำบลขึ้นมา&amp;nbsp; มีพื้นที่นำร่อง 99 ตำบล&amp;nbsp; โดยนำแนวคิดมาจาก &amp;lsquo;ครูชบ&amp;nbsp; ยอดแก้ว&amp;rsquo; (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) ผู้ริเริ่มจัดตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์บ้านน้ำขาว&amp;nbsp; อ.จะนะ&amp;nbsp; จ.สงขลา&amp;nbsp; โดยนำผลกำไรจากการปล่อยเงินให้สมาชิกกู้ยืมมาจัดเป็นสวัสดิการช่วยเหลือสมาชิกตั้งแต่เกิดจนตาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลที่ พอช.สนับสนุนนี้&amp;nbsp; จะเน้นให้ชาวบ้านออมเงินเข้ากองทุนวันละ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp; ถือเป็นการ &amp;lsquo;ออมบุญ&amp;rsquo; เพื่อนำเงินกองทุนมาช่วยเหลือกัน&amp;nbsp; หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า &amp;ldquo;กองทุนสวัสดิการวันละบาท&amp;rdquo; (เดือนละ 30 บาท&amp;nbsp; หรือปีละ 365 บาท&amp;nbsp; ตามความสะดวกของสมาชิกและการบริหารจัดการ) &amp;nbsp;โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการจากสมาชิกเข้ามาบริหารจัดการ &amp;nbsp;เมื่อกองทุนมีเงินมากขึ้น&amp;nbsp; ผู้ที่เป็นสมาชิกมาแล้วอย่างน้อย &amp;nbsp;6 เดือนจึงจะได้รับการช่วยเหลือตามข้อตกลงของแต่ละกองทุน&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; ช่วยเหลือสมาชิกที่คลอดบุตรรายละ 500-1,000 บาท&amp;nbsp; ช่วยในยามเจ็บป่วย&amp;nbsp; ช่วยทุนการศึกษาบุตรหลาน&amp;nbsp; คนพิการ&amp;nbsp; ผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ช่วยสมาชิกเสียชีวิตรายละ 3,000 บาทขึ้นไป&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; แม้ว่าจะเป็นเงินไม่มากนัก&amp;nbsp; แต่ชาวบ้านก็มีกองทุนเอาไว้ช่วยเหลือกันในยามจำเป็น&amp;nbsp; บางกองทุนยังนำเงินมาส่งเสริมอาชีพในชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ให้กู้ยืมเพื่อประกอบอาชีพ&amp;nbsp; รวมทั้งขยายไปทำเรื่องอื่นๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำเรื่องสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;การจัดการขยะในชุมชน&amp;nbsp; แก้ปัญหาที่ดินทำกิน-ที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; สร้างบ้านให้ผู้ด้อยโอกาส&amp;nbsp; ดูแลสุขภาพคนในชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาในปี 2553 รัฐบาลขณะนั้น&amp;nbsp; เห็นความสำคัญของกองทุนสวัสดิการชุมชนจึงได้สนับสนุนกองทุนฯ โดยสมทบเงินผ่าน พอช.เข้ากองทุนฯ&amp;nbsp; ในอัตรา 1 บาท/คน/วัน (ไม่เกินคนละ 365 บาท/ปี)&amp;nbsp; รวมทั้งองค์กรปกครองท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; อบต.หลายแห่งได้สมทบเงินเข้ากองทุนด้วยเช่นกัน&amp;nbsp; เพื่อให้กองทุนเติบโต&amp;nbsp; ช่วยเหลือสมาชิกได้ทั่วถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลทั่วประเทศแล้ว 5,997 กองทุน&amp;nbsp;เงินกองทุนรวมกัน 15,987 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายแก้ว&amp;nbsp; สังข์ชู &amp;nbsp;ผู้แทนเครือข่ายสวัสดิการชุมชนระดับชาติ&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ปัจจุบันมีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลทั่วประเทศแล้ว&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 5,997 กองทุน&amp;nbsp; มีสมาชิกรวมกัน 5,911,137 คน&amp;nbsp; มีเงินกองทุนรวมกัน 15,987 ล้านบาท&amp;nbsp; เงินกองทุนทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 60% มาจากสมาชิก&amp;nbsp; ส่วนทิศทางหลักการขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการในปี 2563 นี้&amp;nbsp; คือต้องการเห็นกองทุนเชิงคุณภาพ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ปี 2563 จะทำอย่างไรให้เกิดคุณภาพให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลักคิดสำคัญต้องดูแลคนทุกกลุ่มแม้จะไม่ได้เป็นสมาชิก&amp;nbsp; &amp;nbsp;มุ่งเป้าหมายที่คนเดือดร้อน &amp;nbsp;คนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เราไม่ได้ทำแข่งกับหน่วยงานของรัฐ &amp;nbsp;แต่มาช่วยเสริม&amp;nbsp; โดยในปี 2563-2565 จะเน้นทำให้กองทุนสวัสดิการมีคุณภาพ&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายแก้วกล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีเป้าหมาย&amp;nbsp; ระดับตำบล&amp;nbsp; คือ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ให้กองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นเครื่องมือในการสร้างชุมชนเข้มแข็ง&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการเป็นมรดกของลูกหลาน &amp;nbsp;เป็นสมบัติของแผ่นดิน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้กองทุนมีความเข้มแข็ง &amp;nbsp;คนทุกกลุ่มเข้าถึงกองทุนได้ง่าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ระดับจังหวัด ต้องพัฒนาความสามารถเครือข่ายสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการจะโดดเดี่ยวไม่ได้&amp;nbsp; เชื่อมโยงผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน &amp;nbsp;เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน&amp;nbsp; และมีการสอบทานกันเอง &amp;nbsp;ต้องจัดทำรายงานทุกปีเพื่อให้ท้องถิ่น&amp;nbsp; พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.)&amp;nbsp; รับรู้เรื่องราวของกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; และทำงานร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ระดับภาค&amp;nbsp; ตอนนี้ทำทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ&amp;nbsp; แต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน&amp;nbsp; ระดับภาคขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาระบบข้อมูล องค์ความรู้สวัสดิการชุมชน องค์ความรู้มีความสำคัญ&amp;nbsp; ต้องรู้ว่ากองทุนไปทำเรื่องบ้าน &amp;nbsp;เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการศึกษาจำนวนเท่าไหร่ &amp;nbsp;ข้อมูลเป็นหัวใจของการพัฒนา&amp;nbsp; ข้อมูลจะถูกลำเรียงจากระดับล่างสู่ระดับบน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ระดับนโยบาย &amp;nbsp;ขับเคลื่อนนโยบายภายใต้รัฐธรรมนูญมาตรา 43 (4)&amp;nbsp; คือ จัดให้มีระบบสวัสดิการของชุมชน &amp;nbsp;โดยขณะนี้กำลังยกร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมสวัสดิการของชุมชน&amp;nbsp; เพื่อจะเสนอเป็นกฎหมายโดยการเข้าชื่อ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;เราต้องการยกกองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นนิติบุคคล&amp;nbsp; กฎหมายนี้เป็นกฎหมายส่งเสริม&amp;nbsp; คิดว่าหากเรามีระเบียบ มีกฎหมายรองรับไว้&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อป้องกันความเสี่ยง&amp;nbsp; ผมเชื่อว่ากองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นนวัตกรรมทางสังคม&amp;nbsp; เริ่มจากประชาชน รัฐหนุนเสริมกองทุนสวัสดิการร่วมกัน&amp;nbsp; เพื่อทำให้กองทุนสวัสดิการชุมชนมีความเข้มแข็ง&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายแก้วกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(กองทุนสวัสดิการชุมชนในจังหวัดสระแก้วช่วยเหลือสร้างบ้านให้ผู้ด้อยโอกาส)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;เตรียมผลักดัน &amp;lsquo;ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมสวัสดิการของชุมชน&amp;nbsp; พ.ศ.....&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปาลิน&amp;nbsp; ธำรงรัตนศิลป์&amp;nbsp; คณะทำงานติดตามและพัฒนากองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ขณะนี้เครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศได้เตรียมการผลักดัน &amp;lsquo;ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมสวัสดิการของชุมชน พ.ศ......&amp;rsquo; เพื่อนำไปเสนอเป็นกฎหมาย โดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคนสามารถเข้าชื่อเพื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.ต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาได้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีเป้าหมายเพื่อยกระดับกองทุนสวัสดิการชุมชนให้มีความเข้มแข็ง มีฐานะเป็นนิติบุคคล &amp;nbsp;มีคุณภาพ &amp;nbsp;มีกฎหมายรองรับให้เป็นระบบหนึ่งของสวัสดิการสังคมของประเทศ&amp;nbsp; โดยในเร็วๆ นี้คณะผู้แทนเครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชนฯ จะเข้าพบกับนายชวน&amp;nbsp; หลีกภัย&amp;nbsp; ประธานสภาผู้แทนราษฎร&amp;nbsp; เพื่อขอคำแนะนำในการเสนอร่าง พ.ร.บ.และผลักดันร่าง พ.ร.บ.เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ภายในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปาลินกล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; การขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมสวัสดิการของชุมชนฯ&amp;nbsp; เป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 &amp;nbsp;หมวด 3 &amp;nbsp;สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย มาตรา 43&amp;nbsp; ที่ระบุว่า &amp;nbsp;&amp;ldquo;บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ (4) จัดให้มีระบบสวัสดิการของชุมชน &amp;nbsp;สิทธิของบุคคลและชุมชนตามวรรค 1 หมายรวมถึงสิทธิที่จะร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือรัฐในการดำเนินการดังกล่าวด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเหตุผลในการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้&amp;nbsp; เนื่องจากกลุ่มและองค์กรชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ได้รวมตัวกันจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนในระดับตำบลเพื่อนำเงินกองทุนมาช่วยเหลือกันตั้งแต่ปี 2548 &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยมีแนวคิดหลักคือ &amp;ldquo;การให้อย่างมีคุณค่า&amp;nbsp; และรับอย่างมีศักดิ์ศรี&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีหลักการสำคัญคือ&amp;nbsp; สมาชิกกองทุนฯ จะต้องสมทบเงินเข้ากองทุนวันละ 1 บาท&amp;nbsp; หรือปีละ 365 บาท&amp;nbsp; เพื่อนำเงินกองทุนมาช่วยเหลือกันตามข้อตกลงของสมาชิกแต่ละกองทุน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; คลอดบุตร&amp;nbsp; ช่วยเหลือ 500&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp; เสียชีวิตช่วยตั้งแต่&amp;nbsp; 3,000-30,000 บาท&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยมีองค์กรปกครองท้องถิ่น&amp;nbsp; และหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; ร่วมสมทบเงินเข้ากองทุนในสัดส่วน 1 ต่อ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อให้กองทุนเติบโต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แต่เนื่องจากที่ผ่านมากองทุนสวัสดิการชุมชนยังไม่มีกฎหมายรองรับ&amp;nbsp; หน่วยงาน&amp;nbsp; องค์กรปกครองท้องถิ่นส่วนใหญ่ยังไม่ได้เข้ามาให้การสนับสนุน&amp;nbsp; รวมทั้งเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชนก็อาจจะไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นเพื่อส่งเสริมให้ชุมชนสร้างสวัสดิการให้กับประชาชนในชุมชน&amp;nbsp; ลดความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; &amp;nbsp;เปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ สามารถเข้ามาสนับสนุนกิจการของกองทุน&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและสังคมที่เกื้อกูลกัน เครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศและภาคีเครือข่ายจึงได้ร่วมกันขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายปาลินกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้&amp;nbsp; ยังเสนอให้มีการแต่งตั้ง &amp;lsquo;คณะกรรมการส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชนแห่งชาติ&amp;rsquo;&amp;nbsp; โดยมีรัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธาน &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีหน้าที่เสนอแนะและให้ความเห็นต่อคณะรัฐมนตรี &amp;nbsp;ด้านนโยบายการจัดสวัสดิการของชุมชน &amp;nbsp;ให้มีหรือแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ &amp;nbsp;มาตรการด้านการเงิน การคลัง การภาษีอากร &amp;nbsp;ประสานนโยบายและแผน สร้างความร่วมมือกับส่วนราชการ ท้องถิ่น เอกชน&amp;nbsp; รวมทั้งมีมาตรการส่งเสริม สนับสนุนการจัดตั้งและพัฒนาความเข้มแข็งของกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการปรับปรุงเนื้อหาให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น&amp;nbsp; โดยมีองค์กรภาคีต่างๆ ร่วมให้การสนับสนุนและผลักดัน พ.ร.บ.&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สถาบันพระปกเกล้า&amp;nbsp; สถาบันพัฒนศาสตร์&amp;nbsp; ป๋วย&amp;nbsp; อึ๊งภากรณ์&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&amp;nbsp; เครือข่ายสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันมีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลทั่วประเทศแล้ว&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 5,997 กองทุน&amp;nbsp; มีสมาชิกรวมกัน 5,911,137 คน&amp;nbsp; จำนวนหมู่บ้านที่ร่วมจัดตั้งกองทุน 52,784 หมู่บ้าน&amp;nbsp; มีเงินกองทุนรวมกัน 15,987 ล้านบาท&amp;nbsp; ช่วยเหลือสมาชิกตั้งแต่เกิด-ตาย &amp;nbsp;&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp; 2,024,788 &amp;nbsp;คน&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมเป็นเงินกว่า 2,100 ล้านบาท&amp;nbsp; (ในปี 2562 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณให้กองทุนสวัสดิการชุมชนรวม 461 ล้านบาท)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้กองทุนสวัสดิการชุมชนหลายแห่งยังขยายงานสวัสดิการชุมชนไปสู่การพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ส่งเสริมเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ดูแลป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติ&amp;nbsp; จัดการขยะ&amp;nbsp; นำขยะไปรีไซเคิล&amp;nbsp; ส่งเสริมอาชีพสมาชิก&amp;nbsp; ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส&amp;nbsp; ผู้พิการ&amp;nbsp; ผู้สูงอายุด้านที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เปิด &amp;lsquo;บ้านโฮมแสนสุข&amp;rsquo; จ.ขอนแก่น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เปิดฝันของ &amp;lsquo;คนไร้บ้าน&amp;rsquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(พิธีเปิดบ้านโฮมแสนสุข)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่&amp;nbsp; 17 มกราคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; มีพิธีเปิด &amp;lsquo;ศูนย์ฟื้นฟูพัฒนาศักยภาพบุคคลและสร้างชุมชนคนไร้บ้าน&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;บ้านโฮมแสนสุข&amp;rsquo; จังหวัดขอนแก่น &amp;nbsp;โดยมีนายไมตรี&amp;nbsp; อินทุสุต&amp;nbsp; ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ เป็นประธานในพิธี&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีนายปานทอง สระคูพันธ์ &amp;nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น &amp;nbsp;นายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น &amp;nbsp;พร้อมด้วยผู้แทนสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผู้บริหารสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ร่วมแสดงความยินดี &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยมีผู้แทนสมาคมคนไร้บ้าน&amp;nbsp; ภาคีเครือข่ายการพัฒนา&amp;nbsp; และประชาชนเข้าร่วมงานประมาณ 300 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;lsquo;ศูนย์ฟื้นฟูพัฒนาศักยภาพบุคคลและสร้างชุมชนคนไร้บ้าน&amp;nbsp; บ้านโฮมแสนสุข&amp;rsquo; &amp;nbsp;ตั้งอยู่ที่ถนนเหล่านาดี &amp;nbsp;ตำบลในเมือง อำเภอเมือง&amp;nbsp; จังหวัดขอนแก่น&amp;nbsp; ขนาดเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่เศษ&amp;nbsp; ได้รับงบประมาณสนับสนุนการซื้อที่ดินและก่อสร้างจากรัฐบาลผ่านสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; จำนวน&amp;nbsp; 24.7 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; นอกจากพิธีเปิดในวันนี้แล้ว&amp;nbsp; ยังมีการลงนามบันทึกความร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไร้บ้าน คนเปราะบาง และคนจนผู้เข้าไม่ถึงสิทธิ์ในจังหวัดขอนแก่น&amp;nbsp; โดยมีผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ร่วมลงนาม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เครือข่ายคนไร้บ้าน&amp;nbsp; นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น&amp;nbsp; รองผู้ว่า จ.ขอนแก่น&amp;nbsp; ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศูนย์คนไร้บ้าน &amp;lsquo;ศูนย์ตั้งหลักชีวิต&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สุชิน&amp;nbsp; เอี่ยมอินทร์&amp;nbsp; หรือ &amp;lsquo;ลุงดำ&amp;rsquo; นายกสมาคมคนไร้บ้าน&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; กลุ่มคนไร้บ้านถือเป็นกลุ่มคนที่เปราะบางในสังคม&amp;nbsp; บางคนมีปัญหาครอบครัว&amp;nbsp; เจ็บป่วย&amp;nbsp; พิการ&amp;nbsp; ตกงาน&amp;nbsp; ไม่มีรายได้&amp;nbsp; หรือมีรายได้ไม่เพียงพอที่จะหาที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;บางคนเพิ่งพ้นโทษไม่มีที่ไป &amp;nbsp;บางคนชอบชีวิตอิสระ&amp;nbsp; จึงออกมาใช้ชีวิตในที่สาธารณะ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ใต้สะพาน&amp;nbsp; สวนหย่อม&amp;nbsp; สถานีรถไฟ&amp;nbsp; สถานีขนส่ง&amp;nbsp; หรือที่รกร้างว่างเปล่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนใหญ่จะมีอาชีพเก็บขยะรีไซเคิลขาย&amp;nbsp; หรือรับจ้างทั่วไป&amp;nbsp; มีรายได้ไม่แน่นอน&amp;nbsp; แต่ไม่อยากจะเข้าไปอยู่ในสถานสงเคราะห์ของทางราชการ&amp;nbsp; เพราะมีกฎระเบียบ&amp;nbsp; มีการกำหนดเวลาเข้า-ออก&amp;nbsp; ห้ามเอาของเก่าที่เก็บมาขายเข้าไป&amp;nbsp; จึงไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนไร้บ้านที่ต้องออกเก็บขยะรีไซเคิลตั้งแต่เช้ามืด&amp;nbsp; และกลับตอนค่ำ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ดังนั้นการมีศูนย์ฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพคนไร้บ้านจึงเป็นทางออกหรือเป็นแสงสว่างของกลุ่มคนไร้บ้าน&amp;nbsp; และถือเป็น &amp;lsquo;ศูนย์ตั้งหลักชีวิต&amp;rsquo; เพราะทำให้คนไร้บ้านมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง &amp;nbsp;เมื่อมีที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; มีรายได้ ก็จะทำให้คนไร้บ้านคิดถึงอนาคต &amp;nbsp;และสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาใหม่ &amp;nbsp;โดยมีหน่วยงานต่างๆ เป็นพี่เลี้ยงและให้การสนับสนุน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เครือข่ายสลัมสี่ภาค&amp;nbsp; มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; สมาคมคนไร้บ้าน&amp;nbsp; พมจ.&amp;nbsp; พอช.&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยรัฐบาลสนับสนุนงบประมาณการก่อสร้างศูนย์ฯ ผ่าน พอช.&amp;nbsp; มีทั้งหมด 3 แห่ง&amp;nbsp; คือ 1. เชียงใหม่&amp;nbsp; เปิดดำเนินการแล้ว&amp;nbsp; รองรับคนไร้บ้านได้ประมาณ&amp;nbsp; 70 คน&amp;nbsp; 2.ขอนแก่น&amp;nbsp; และ 3.ปทุมธานี&amp;nbsp; กำลังก่อสร้าง&amp;rdquo;&amp;nbsp; ลุงดำบอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์ฟื้นฟูพัฒนาศักยภาพบุคคลและสร้างชุมชนคนไร้บ้าน&amp;nbsp; &amp;lsquo;บ้านโฮมแสนสุข&amp;rsquo;&amp;nbsp; เป็นการดำเนินงานตาม &amp;lsquo;แผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี&amp;rsquo; (พ.ศ.2560-2579) ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ดำเนินการโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีเป้าหมายพัฒนาที่อยู่อาศัยทั้งหมดประมาณ 1,050,000 &amp;nbsp;ครัวเรือนทั่วประเทศ&amp;nbsp; ประกอบด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.โครงการบ้านมั่นคงเมืองและชนบท&amp;nbsp; 2.โครงการบ้านพอเพียง&amp;nbsp; 3.การพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าว&amp;nbsp; คลองบางซื่อ&amp;nbsp; และคลองเปรมประชากร&amp;nbsp; และ 4.กลุ่มคนไร้บ้าน (จังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; ขอนแก่น&amp;nbsp; และปทุมธานี&amp;nbsp; รวม 698 ราย&amp;nbsp; งบประมาณรวม 118 ล้านบาทเศษ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; จากข้อมูลการสำรวจจำนวนคนไร้บ้านในปี 2562 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; พบคนไร้บ้านในเขตเทศบาล&amp;nbsp; และเมืองใหญ่ทั่วประเทศจำนวน&amp;nbsp; 2,774 คน&amp;nbsp; ในจังหวัดขอนแก่นพบจำนวน 137 ราย&amp;nbsp; โดยในวันที่ 24 มกราคมนี้&amp;nbsp; จะมีการจัดงานสัมมนาที่กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อนำข้อมูลการสำรวจคนไร้บ้านทั่วประเทศมาวางแผนแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายต่อไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ชีวิตใหม่ที่บ้านโฮมแสนสุข&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์ฟื้นฟูฯ คนไร้บ้าน&amp;nbsp; &amp;lsquo;บ้านโฮมแสนสุข&amp;rsquo; มีเนื้อที่ประมาณ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไร่เศษ&amp;nbsp; เริ่มก่อสร้างในปี 2561&amp;nbsp; ใช้งบประมาณทั้งหมด 24.7 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; ภายในแบ่งเป็นห้องพัก&amp;nbsp; รองรับคนไร้บ้านได้ 68 ราย (หมุนเวียนกันเข้ามาอยู่อาศัย)&amp;nbsp; โดยแบ่งเป็น 1. ห้องชั่วคราว (พัก 1-2 สัปดาห์)&amp;nbsp; 2.ห้องประจำ (อยู่ 1 เดือนขึ้นไป)&amp;nbsp; และ 3. ห้องมั่นคง (อยู่ระยะยาวสำหรับคนที่มีเป้าหมายจะตั้งหลักชีวิต)&amp;nbsp; ปัจจุบันมีคนไร้บ้านอยู่ห้องมั่นคงแล้ว 17 ราย&amp;nbsp; และหมุนเวียนมาอาศัยต่อเดือนประมาณ 50 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้สมาชิกภายในศูนย์ฯ ได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุนคนไร้บ้านขึ้นมา&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; 1.ออมเพื่อที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; สร้างอนาคตใหม่&amp;nbsp; 2.ออมเพื่อสุขภาพ&amp;nbsp; การรักษาพยาบาล&amp;nbsp; และ&amp;nbsp; 3.ออมเพื่ออาชีพ โดยแต่ละคนจะต้องออมเงินอย่างน้อยคนละ 60 บาทต่อเดือน ปัจจุบันมีเงินออมรวมกันประมาณ 30,000 บาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ดวงใจ หงษ์กา ในห้องพักขนาดกว้างประมาณ 2.50 X 3 เมตร)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดวงใจ&amp;nbsp; หงษ์กา &amp;nbsp;อายุ 34 ปี&amp;nbsp; ผู้แทนศูนย์คนไร้บ้าน &amp;lsquo;บ้านโฮมแสนสุข&amp;rsquo; &amp;nbsp;บอกว่า&amp;nbsp; ตอนนี้มีคนไร้บ้านเข้ามาอยู่ที่ศูนย์แห่งนี้จำนวน 17 คน&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยคนไร้บ้านจะบริหารจัดการกันเอง&amp;nbsp; มีการตั้งกฎระเบียบในอยู่อาศัย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ห้ามดื่มเหล้า&amp;nbsp; ห้ามสูบบุหรี่&amp;nbsp; ห้ามเล่นการพนัน&amp;nbsp; ห้ามลักขโมย&amp;nbsp; ห้ามส่งเสียงรบกวนคนอื่น&amp;nbsp; ต้องช่วยกันออกค่าน้ำ&amp;nbsp; ค่าไฟ&amp;nbsp; ค่าบำรุงที่พัก&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มีการทำกิจกรรมร่วมกัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปลูกผัก&amp;nbsp; เลี้ยงเป็ด&amp;nbsp; ไก่&amp;nbsp; เลี้ยงปลาดุก&amp;nbsp; เพาะเห็ด&amp;nbsp; เพื่อเอามาทำอาหาร&amp;nbsp; มีกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการช่วยเหลือดูแลกัน &amp;nbsp;ทำให้ชีวิตคนไร้บ้านดีขึ้นกว่าเดิม&amp;nbsp; เพราะมีที่พักเป็นหลักแหล่ง&amp;nbsp; ไม่ต้องเร่ร่อน&amp;nbsp; มีเพื่อนพูดคุยปรับทุกข์&amp;nbsp; มีรายได้จากการเก็บของเก่า&amp;nbsp; ขายซื้อผ้ามือสอง&amp;nbsp; ทำงานฝีมือ&amp;nbsp; เอายางรถยนต์เก่ามาทำเป็นกระถางต้นไม้ส่งขาย&amp;nbsp; และรับจ้างทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เมื่อก่อนหนูอาศัยอยู่แถวศาลหลักเมือง&amp;nbsp; ตอนนี้อยู่กับแฟนในศูนย์ฯ หนูมีอาชีพเก็บของเก่าขาย ส่วนแฟนมีอาชีพรับจ้างทั่วไป&amp;nbsp; เมื่อก่อนจะเก็บของเก่าเอาไปขาย 3-4 วันครั้งหนึ่งจะได้เงินประมาณ 1,000 บาท&amp;nbsp; แต่ตอนนี้ได้ไม่ถึง&amp;nbsp; เพราะของเก่าราคาตก&amp;nbsp; อยู่ในศูนย์ทุกคนก็ต้องช่วยกันออกค่าน้ำเดือนละ&amp;nbsp; 75 บาท&amp;nbsp; &amp;nbsp;ค่าไฟเฉลี่ยกันจ่ายตามมิเตอร์&amp;nbsp;&amp;nbsp; ค่าที่พักถ้าอยู่เป็นห้องเป็นครอบครัวเดือนละ 500 บาท&amp;nbsp; คนโสดหรือไม่มีรายได้ไม่ต้องเสีย&amp;nbsp; หนูตั้งใจว่าจะอยู่ที่นี่อีกประมาณ 2 ปีก็จะออกไปใช้ชีวิตข้างนอกกับแฟน หรืออาจจะเข้าร่วมกับโครงการบ้านมั่นคงของ พอช. เพื่อจะได้มีบ้านเป็นของตั2.5วเอง &amp;nbsp;ตอนนี้กำลังเก็บเงินฝากเอาไว้ในกลุ่มออมทรัพย์&amp;nbsp; และถ้าหนูออกไปอยู่ข้างนอก&amp;nbsp; คนไร้บ้านคนอื่นก็จะได้เข้ามาอยู่แทน&amp;rdquo; ดวงใจบอกถึงแผนชีวิตในวันข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทุกสัปดาห์&amp;nbsp; สมาชิกบ้านโฮมแสนสุขจะออกไป &amp;lsquo;เดินกาแฟ&amp;rsquo; คือ &amp;nbsp;เอาน้ำดื่ม&amp;nbsp; ขนม&amp;nbsp; กาแฟ&amp;nbsp; ฯลฯ ไปให้คนไร้บ้านในเมืองขอนแก่นที่ยังใช้ชีวิตในที่สาธารณะ&amp;nbsp; เพื่อเยี่ยมเยียน&amp;nbsp; ให้คำแนะนำการใช้ชีวิต&amp;nbsp; หากใครสนใจอยากจะมาอยู่ที่บ้านโฮมแสนสุขก็ต้องลองเข้ามาใช้ชีวิต&amp;nbsp; ปฏิบัติตามระเบียบที่มีอยู่&amp;nbsp; หากใครผ่านด่านทดสอบเบื้องต้นก็จะได้เป็นสมาชิกใหม่ของบ้านโฮมแสนสุข&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สมาชิกบางส่วนของบ้านโฮมแสนสุข)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ไร้บ้าน&amp;nbsp; แต่ไม่ &amp;lsquo;ไร้ฝัน&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ฉัตรชัย&amp;nbsp; ทองคำ &amp;nbsp;อายุ 29 ปี&amp;nbsp; ชาวอุดรธานี&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; พ่อแม่มีฐานะยากจน&amp;nbsp; ไม่มีที่ดินทำกิน&amp;nbsp; จึงพาตนเองออกเร่ร่อนไปรับจ้างทำงานต่างๆ ตั้งแต่อายุได้เพียง 10 ขวบ&amp;nbsp; ได้เรียนบ้าง&amp;nbsp; ไม่ได้เรียนบ้าง&amp;nbsp; เพราะต้องร่อนเร่ตามพ่อแม่ไปเรื่อยๆ จนโตเป็นหนุ่มจึงมาอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น&amp;nbsp; อาศับหลับนอนตามที่สาธารณะต่างๆ&amp;nbsp; มีรายได้จากการเก็บของเก่าขาย&amp;nbsp; และรับจ้างทำงานทั่วไป&amp;nbsp; พอให้มีรายได้มาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง&amp;nbsp; ส่วนพ่อแม่ตอนนี้มีอาชีพเร่ขายน้ำมะพร้าวอ่อน&amp;nbsp; ยังอาศัยหลับนอนอยู่ในที่สาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมมาอยู่ที่นี่ก่อนที่จะสร้างบ้านโฮมแสนสุขเสร็จ&amp;nbsp; เพราะมีแฟนแล้ว&amp;nbsp; จึงไม่อยากจะเร่ร่อนอีก&amp;nbsp; พอมาเจอกลุ่มคนไร้บ้านชวนให้มาอยู่&amp;nbsp; ผมกับแฟนจึงมาอยู่ที่นี่&amp;nbsp; ช่วยกันทำงานรับจ้างก่อสร้างและถีบซาเล้งเก็บของเก่าขาย&amp;nbsp; บางวันที่ไม่มีงานผมจะไปตกปลาที่บึงหนองโคตร (บึงสาธารณะขนาดใหญ่ใน อ.เมือง จ.ขอนแก่น) ได้ปลานิล&amp;nbsp; ปลากด&amp;nbsp; ปลาสวาย&amp;nbsp; เอาปลาไปขายได้ประมาณวันละ 300 บาท&amp;nbsp; และเก็บเอาไว้กินด้วย&amp;nbsp; ทุกเดือนผมจะออมเงินเข้ากลุ่มออมทรัพย์เดือนละ 200 บาท&amp;nbsp; ตอนนี้มีเงินออมประมาณ 1,400 บาท&amp;nbsp; ถ้าเก็บเงินได้เยอะ&amp;nbsp; ผมกับแฟนจะไปหาบ้านอยู่ข้างนอก&amp;nbsp; ไม่อยากให้ลูกเกิดอยู่ในนี้&amp;rdquo;&amp;nbsp; ฉัตรชัยบอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ชายหนุ่ม (สงวนชื่อ) สมาชิกบ้านโฮมแสนสุขอีกคน&amp;nbsp; บอกว่า อยากให้ &amp;lsquo;อาจารย์ยักษ์&amp;rsquo; (วิวัฒน์&amp;nbsp; ศัลยกำธร) มาช่วยสอนเรื่องเกษตรพอเพียง&amp;nbsp; และให้ &amp;lsquo;โจน&amp;nbsp; จันได&amp;rsquo; มาสอนเรื่องทำบ้านดินให้แก่คนไร้บ้านที่นี่&amp;nbsp; โดยยึดหลักเกษตรพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต&amp;nbsp; เชื่อว่าจะทำให้คนไร้บ้านมีชีวิตที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ถ้าผมเก็บเงินได้สัก 4 หมื่นบาท&amp;nbsp; ผมจะไปหาซื้อที่ดินข้างนอก&amp;nbsp; เพราะอำเภอรอบนอกยังหาซื้อที่ดินในราคานี้ได้&amp;nbsp; ผมจะทำเกษตรพอเพียงแบบในหลวง&amp;nbsp; จะขุดบ่อเลี้ยงปลา&amp;nbsp; เอาดินที่ขุดมาสร้างบ้านดิน&amp;nbsp; เอาน้ำบ่อมาปลูกผัก&amp;nbsp; มีอาหาร&amp;nbsp; มีบ้านเป็นของตัวเอง&amp;nbsp; ไม่ต้องเร่ร่อนไปไหนอีก&amp;rdquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นี่คือฝันของคนไร้บ้านที่บ้านโฮมแสนสุข !!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55408</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลองเปรม, ฉัตรชัย  ทองคำ, ดวงใจ  หงษ์กา, ธนัช  นฤพรพงศ์, บ้านโฮมแสนสุข, ปาลิน  ธำรงรัตนศิลป์, พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา, สมร  จันทร์ฉุน, สุชิน  เอี่ยมอินทร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แก้ว  สังข์ชู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200124/image_big_5e2ace1c3f96b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
